ล่าหยก และความจริงของสงครามที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
ล่าหยก และความจริงของสงครามที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่นิยายจีนหลายเล่มทำได้ดีกว่าหนังฮอลลีวูดที่งบพันล้านเยอะมาก นั่นคือการเอาความจริงอันหนักอึ้งมาห่อไว้ในเรื่องรักและการรบ แล้วค่อย ๆ แกะกล่องให้คนอ่านอ้าปากค้างอยู่คนเดียว
Pursuit of Jade หรือที่รู้จักในชื่อไทยว่า ล่าหยก คือหนึ่งในนั้น
และสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในนิยายเล่มนี้ไม่ใช่ฉากรัก ไม่ใช่ฉากรบสวย ๆ แต่คือมันกล้าพูดถึงอะไรบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าพูด นั่นคือ คนที่ไม่อยากทำสงครามที่สุดในโลก ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาที่กลัวตาย แต่คือทหารที่เคยเหยียบสนามรบจริง ๆ มาแล้ว
ฟังดูขัดใจ แต่มันสมเหตุสมผลมากถ้าคิดดู ๆ
มีนักจิตวิทยาชื่อ Jonathan Shay เขียนหนังสือชื่อ Achilles in Vietnam (อคิลลิสในเวียดนาม) เอาตัวละครในอีเลียดของโฮเมอร์มาเปรียบกับทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม และสรุปว่าคนที่กลับมาจากสงครามจริง ๆ มักเป็นคนที่เข้าใจดีที่สุดว่า "ชัยชนะ" มันราคาแพงแค่ไหน เพราะพวกเขาจ่ายมันไปด้วยชีวิตเพื่อน ด้วยนิ้ว ด้วยความฝัน และด้วยการนอนหลับที่ปกติไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต
ตัวละครอาจารย์เถาในนิยายล่าหยกบอกสิ่งที่ตรงมากว่า ศัตรูที่บุกเข้ามาไม่ได้ไปเริ่มที่วัง ไปเริ่มที่หมู่บ้านก่อนเสมอ เพราะคนที่อ่อนแอที่สุดคือคนที่โดนก่อนเสมอ ดังนั้นหน้าที่แม่ทัพจริง ๆ ไม่ใช่ฆ่าให้เยอะ แต่คือทำยังไงให้คนตายน้อยที่สุด
อันนี้ตรงกับแนวคิดของ Sun Tzu ในตำราพิชัยสงคราม (The Art of War) ที่บอกว่า "แม่ทัพสูงสุดไม่ใช่คนที่ชนะในสงคราม แต่คือคนที่ทำให้ไม่ต้องรบได้เลย" ฟังแล้วอาจรู้สึกว่าอ่อนแอ แต่จริง ๆ มันคือ strategic restraint (การยั้งมือด้วยปัญญา) ขั้นสูงสุดที่ต้องใช้ความฉลาดมากกว่าการสั่งบุกอย่างเดียวหลายเท่า
แต่สิ่งที่ทำให้ฉางอวี้ต่างจากแม่ทัพตัวละครทั่วไปในซีรีส์จีนคืออะไรรู้ไหม
คือเธอไม่ได้ตื่นมาตอนเช้าแล้วคิดว่า "วันนี้กูจะปกป้องแผ่นดินเพื่อชาติ" แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
เธอแค่อยากกินอิ่ม นอนอุ่น ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า จบ ความฝันเล็ก ๆ ที่ฟังดูน้อยนิดจนแทบจะน่าเศร้า แต่จริง ๆ มันคือความฝันที่คนส่วนใหญ่บนโลกนี้มีเหมือนกันทุกคน
พอพ่อแม่โดนทำร้าย เธอถึงได้รู้บทเรียนที่โลกสอนคนธรรมดาทุกคนว่า ถ้าไม่มีอำนาจ ความยุติธรรมมันเข้าไม่ถึงหรอก ดังนั้นทางเดียวที่จะทวงคืนได้คือปีนขึ้นไปให้ถึงระดับที่มีอำนาจพอ
มันคือ instrumental rationality (การใช้เหตุผลเชิงเครื่องมือ) แบบที่นักปรัชญาชื่อ Max Weber เรียกว่าการเลือกวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ฉางอวี้ไม่ได้รักสงคราม เธอแค่รู้ว่าสงครามคือบันไดที่เธอมีอยู่ ก็เลยปีน
เหมือน Walter White ใน Breaking Bad เลย ที่เริ่มทำในสิ่งที่ผิดเพื่อเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล และมันก็น่ากลัวตรงนั้นแหละเพราะคนดูเข้าใจทุกก้าวของเขา
ประโยคในนิยายที่คมที่สุดคือ "แม่ทัพที่ดีไม่ใช่คนที่ชนะทุกครั้ง แต่คือคนที่รู้ว่าควรหยุดเมื่อไหร่"
ฟังดูเรียบ ๆ แต่ถ้าคิดดีดีมันลึกมาก เพราะในโลกความเป็นจริง คนที่รู้ว่าควรหยุดเมื่อไหร่มักเป็นคนที่หาได้ยากที่สุด เรียกว่า self-regulation under pressure (การควบคุมตัวเองภายใต้แรงกดดัน) ซึ่งนักจิตวิทยาบอกว่ามันยากกว่าการสู้ต่อไปอย่างมโหฬาร เพราะสัญชาตญาณของคนเรามักสั่งให้สู้ต่อ ไม่ใช่ให้ถอย
คนที่รู้จักหยุดคือคนที่ชนะใจตัวเองได้ก่อน
เรายังรู้สึกว่านิยายล่าหยกค่อนข้างกล้ามากที่วางตัวละครหลักเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มาพร้อมอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ ไม่มีคำพูดโอ้อวดเรื่องเพื่อแผ่นดิน แค่มีเหตุผลส่วนตัวที่ดิบและจริงมาก ซึ่งหลายครั้งมันเชื่อถือได้กว่าตัวละครที่พูดเรื่องชาติทุกห้านาทีด้วยซ้ำ
เพราะในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลุกขึ้นสู้เพื่ออุดมการณ์ พวกเขาสู้เพราะมีคนที่รักโดนทำร้าย แล้วพอถึงจุดนั้นมันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
Viktor Frankl นักจิตวิทยาที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซีเคยเขียนไว้ใน Man's Search for Meaning ว่า คนเราหาความหมายในการมีชีวิตได้แม้ในสภาวะที่โหดร้ายที่สุด และความหมายนั้นมักเล็กมาก ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ บางทีแค่ "คนที่ฉันรักต้องได้รับความยุติธรรม" ก็พอแล้ว
ฉางอวี้คือตัวละครแบบนั้นพอดี
- สงครามที่แท้จริงไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการรักษาชีวิตไว้ให้มากที่สุด (Minimizing loss — ลดการสูญเสียให้น้อยสุด)
- คนที่อยากรบมักเป็นคนที่ไม่เคยรบ คนที่ไม่อยากรบมักเป็นคนที่ผ่านสงครามมาแล้ว (War-weariness — ความเหนื่อยล้าจากสงคราม)
- แรงจูงใจส่วนตัวที่เล็กและจริงมักทรงพลังกว่าอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ที่ฟังดูสวยงาม (Personal motivation — แรงจูงใจส่วนตัว)
- การรู้ว่าควรหยุดเมื่อไหร่คือทักษะที่ยากที่สุด (Strategic restraint — การยั้งมือด้วยปัญญา)
- ความยุติธรรมเข้าไม่ถึงถ้าไม่มีอำนาจ คือบทเรียนที่โลกสอนคนธรรมดาทุกคน (Power asymmetry — ความไม่สมมาตรของอำนาจ)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น