คนบางกลุ่มพยายามสร้างกฎขึ้นมาเพื่อห้ามทำ แล้วก็แขวนประจานคนที่ทำ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ว่านั้นถูกกฎหมายสมบูรณ์แบบ


มีเรื่องนึงที่วงการนักวาดไทยดราม่ากันทุกปีแบบนาฬิกาสวิสเลย ไม่เคยพลาด และทุกครั้งที่มันระเบิด เราก็นั่งมองแล้วถอนหายใจแบบ Gandalf ยืนอยู่กลางสะพาน แล้วบอกว่า "You shall not pass" แต่ดราม่ามันก็ยังผ่านมาได้ทุกทีวะ

เรื่องนั้นคือ "การเรฟ" (Reference หรือการดูภาพอ้างอิงเพื่อศึกษาโครงสร้าง แสง ท่าทาง แล้วนำมาวาดเองใหม่) กับการที่มีคนบางกลุ่มพยายามสร้างกฎขึ้นมาเพื่อห้ามทำ แล้วก็แขวนประจานคนที่ทำ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ว่านั้นถูกกฎหมายสมบูรณ์แบบ
เราจะพาทุกคนไปเดินเรื่องนี้กันแบบสบายๆ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการเรฟคืออะไร เพราะหลายคนสับสนกับการ Trace (การลอกเส้นโดยวางภาพต้นฉบับไว้ข้างล่างแล้ววาดทับ) ซึ่งมันคนละเรื่องกันสุดขั้ว การเรฟคือการที่เราดูรูปหนึ่ง แล้วทำความเข้าใจว่าแสงมันตกยังไง กล้ามเนื้อมันทำงานยังไงเวลาคนนั่ง หรือเสื้อผ้ามันยับยังไงตอนมือยกขึ้น แล้วเราก็ปิดภาพนั้น แล้ววาดออกมาเป็นงานของตัวเองใหม่ทั้งหมด เหมือนอ่านสูตรทำข้าวผัด แล้วไปทำกินเองในครัว ไม่ใช่การก๊อปปี้จานข้าวผัดจากร้านเขามาวางบนโต๊ะตัวเอง
ในอุตสาหกรรมศิลปะระดับโลก ไม่ว่าจะ Concept Artist ใน Hollywood, นักวาด Character Design ใน AAA Games หรือ Illustrator ระดับ New York Times ทุกคนทำงานด้วยกระบวนการนี้ การสร้าง Moodboard (กระดานรวมภาพอ้างอิง) ก่อนเริ่มงานทุกชิ้นไม่ใช่แค่ "ทำได้" แต่มันคือ "มาตรฐาน" ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยศิลปะทั่วโลก
ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกฎหมายกัน เพราะนี่คือหัวใจหลักที่ทุกคนต้องรู้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันมีการแก้ไขถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2565 ได้กำหนดชัดเจนในหลักการว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด แต่จะไม่คุ้มครองแนวคิด เช่น ขั้นตอนกรรมวิธี หรือไอเดียต่างๆ พูดง่ายๆ คือกฎหมายคุ้มครอง "ผลงานที่ทำออกมาแล้ว" ไม่ได้คุ้มครอง "วิธีการคิด" หรือ "ท่าทาง" หรือ "โทนสี"
มาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ กำหนดประเภทงานที่ได้รับความคุ้มครอง เช่น งานวรรณกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ซึ่งหมายถึงชิ้นงานที่สร้างสรรค์จริงๆ ออกมาเป็นรูปร่าง ไม่ใช่ "ไอเดีย" ที่ยังลอยอยู่ในหัว
และมาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ได้แก่ ความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์
แปลเป็นภาษามนุษย์คือ ท่าโพสของตัวละคร โทนสี สไตล์การลงเงา มู้ดแอนด์โทน วิธีวาดจมูก วิธีวาดเส้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีลิขสิทธิ์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครห้ามใช้ได้ตามกฎหมาย
ทีนี้พอเรารู้แบบนี้แล้ว เรื่องของ ToS (Terms of Service หรือข้อตกลงการใช้งาน) ที่มีนักวาดบางคนเขียนลงโปรไฟล์ว่า "ห้ามเอางานฉันไปเรฟเด็ดขาด" มันถูกกฎหมายจริงไหม
คำตอบคือมันไม่มีผลผูกพันใดๆ เลย ToS ที่จะมีผลทางกฎหมายได้ต้องเกิดจาก "สัญญา" ระหว่างสองฝ่ายที่ตกลงกัน เช่น ข้อตกลงระหว่างคนซื้อและคนขายผลงาน แต่การที่ศิลปินโพสรูปลงพื้นที่สาธารณะแล้วเขียนกฎขึ้นมาเองลอยๆ นั้น ไม่มีใครไปเซ็นสัญญาหรือตกลงด้วย มันจึงไม่มีอำนาจบังคับใครทั้งสิ้น มันเหมือนเราปักป้ายในสวนสาธารณะว่า "ห้ามมองต้นไม้ต้นนี้" มันดูจริงจังนะ แต่ไม่มีใครต้องทำตาม
สิ่งที่ผิดกฎหมายจริงๆ และโดนฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องรอ ToS คือการ Trace หรือก๊อปปี้ดีไซน์แบบ 1:1 เพราะนั่นคือการทำซ้ำงานสร้างสรรค์ของผู้อื่น ซึ่ง การละเมิดด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานโดยไม่ได้รับความยินยอมตามกฎหมาย มีโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงสองแสนบาท และหากเพื่อการค้า มีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี แต่การเรฟเพื่อวิเคราะห์และสร้างงานใหม่ ไม่ได้อยู่ในข่ายนั้นแม้แต่น้อย
มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจมากคือแล้วการวาดภาพสไตล์เดียวกับ Cookie Run หรือ Hazbin Hotel หรือ Rick and Morty โดยไม่ได้ทาบเทรซ ผิดไหม คำตอบคือไม่ผิด เพราะ "สไตล์" คือกระบวนการสร้างงาน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่แล้ว สิ่งที่เสี่ยงคือการวาด "ตัวละครที่มีลิขสิทธิ์" เช่น วาดรูป GingerBrave ในบริบทเดิมๆ แบบเป๊ะๆ โดยไม่ดัดแปลง นั่นถึงจะเริ่มเข้าข่าย แต่วาดสไตล์คล้ายๆ โดยเป็นตัวละครของตัวเอง ไม่มีปัญหาใดๆ นักวาดทั่วโลกทำกันแบบนี้
เรื่องนี้มีมิติที่น่าคิดมากในแง่จิตวิทยาสังคมด้วย นักสังคมวิทยา Erving Goffman เคยพูดถึงแนวคิด Impression Management หรือการจัดการภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาคนอื่น คนที่เคลมท่าโพสหรือโทนสีเป็นของตัวเองนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากความต้องการ "ความเป็นเอกลักษณ์" ในโลกที่แทบทุกสไตล์มีรากมาจากสไตล์ก่อนหน้าอยู่แล้ว มันเป็นความกลัวที่เข้าใจได้ แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่จะมาข่มขู่คนอื่น
ในหนังสือ "The Artist's Way" ของ Julia Cameron มีแนวคิดเรื่อง Creativity Blocks หรืออุปสรรคในการสร้างสรรค์ หนึ่งในนั้นคือ Fear of Comparison หรือความกลัวว่าตัวเองจะถูกเปรียบเทียบ วงการที่ไม่ปลอดภัยทำให้คนสร้างงานได้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น
ปัญหาที่เราเห็นในวงการไทยมาหลายปีและมองแล้วหดหู่ใจมากคือ บรรยากาศ Toxic (บรรยากาศที่เป็นพิษ) ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าความจริง นักวาดหน้าใหม่หลายคนเลือกไปโพสงานในคอมมูต่างประเทศแทน เพราะที่นั่นเขาวิจารณ์กันด้วยเนื้องาน ไม่ใช่ด้วยว่าใครเรฟท่าใคร มันเป็นการสูญเสียที่น่าเสียดายจริงๆ
สรุปให้กระชับสำหรับทุกคนที่ยังสับสน
- การเรฟ (ดูภาพเพื่อวิเคราะห์แล้วสร้างงานใหม่เอง) ถูกกฎหมายและเป็นมาตรฐานสากล ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต
- ลิขสิทธิ์คุ้มครองเฉพาะผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาแล้ว ไม่ใช่ท่าโพส โทนสี สไตล์ หรือไอเดีย
- ToS ที่ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่มีสัญญาระหว่างสองฝ่าย ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อบุคคลภายนอก
- สิ่งที่ผิดกฎหมายจริงคือการ Trace ทับต้นฉบับหรือก๊อปปี้งานมาแบบ 1:1 เท่านั้น
- การวาดสไตล์คล้ายคนอื่นโดยเป็นงานและตัวละครของตัวเอง ไม่ใช่การละเมิดลิขสิทธิ์
ความกล้าที่จะสร้างงานจากสิ่งที่ตัวเองชอบและเรียนรู้จากคนอื่นนั้นคือรากฐานของทุกอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในโลก ไม่มีใครวาดในสุญญากาศ ทุกคนได้รับอิทธิพลจากคนก่อนหน้าเสมอ อย่าให้กฎที่ไม่มีจริงมาขวางการพัฒนาของตัวเองเลยนะ
ข้อกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2565 บัญญัติสาระสำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้
มาตรา 4 นิยามลิขสิทธิ์ว่าหมายถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น โดยงานนั้นต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือวิธีการ
มาตรา 6 กำหนดประเภทงานที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่ งานวรรณกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง และงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ซึ่งล้วนหมายถึงผลงานที่สร้างสรรค์จนสำเร็จรูปออกมาแล้ว มิใช่แนวความคิดหรือกระบวนการ
มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่าสิ่งที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ ความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือวิธีทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าท่าทางของตัวละคร สไตล์การวาดเส้น โทนสี หรือวิธีการลงแสงเงา ไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
มาตรา 32 บัญญัติเรื่องการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์โดยชอบธรรม (Fair Use) ว่าการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบธรรมของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ให้ถือว่าไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งรวมถึงการนำงานมาศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยโดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร
มาตรา 27 บัญญัติว่าการกระทำที่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม คือการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหมายถึงการคัดลอกผลงานต้นฉบับโดยตรงหรือการ Trace ทับต้นฉบับ ไม่ใช่การสร้างงานใหม่โดยใช้ผลงานอื่นเป็นแหล่งอ้างอิงเพื่อการศึกษาวิเคราะห์

ความคิดเห็น