แล้วคนที่ไม่เคยลงทุนก็มองแล้วคิดในใจ “ไอ้พวกนี้มันกำลังเล่นเวทมนตร์อะไรอยู่วะ”

 โน้ตไว้ก่อนว่าที่เราเขียนบทความนี้เพราะเป้าหมายใหม่ของเราคือเพื่อที่เราจะได้คุยกับคนรักรู้เรื่องในเรื่องต่างๆนอกเหนือไปจากเรื่องเฮฮาเราก็เลยศึกษาเรื่องพวกนี้ที่นี้เราก็เห็นว่าการเขียนออกมาเป็นการแสดงความเข้าใจและเราจะได้อ่านทบทวนซ้ำๆได้ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ

ทุกคนเคยดูหนังที่ตัวเอกยืนจ้องกระดานแผนที่สงคราม แล้วมีเส้นลูกศรสีแดงเต็มไปหมดไหม แบบในหนังของ Christopher Nolan ที่ทุกอย่างดูซับซ้อนเหมือนจะต้องมี IQ 200 ถึงจะเข้าใจ
ตลาดหุ้นก็คล้ายแบบนั้นในสายตาคนทั่วไป
มีกราฟ มีแท่งเทียน มีคำศัพท์เต็มไปหมด
แล้วคนที่ไม่เคยลงทุนก็มองแล้วคิดในใจ
“ไอ้พวกนี้มันกำลังเล่นเวทมนตร์อะไรอยู่วะ”
แต่ความจริงมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น
มันแค่เป็น “ภาษาหนึ่ง” ของโลกการเงิน
เหมือนเวลาเราดูการ์ตูนอย่าง Dragon Ball ตอนแรกทุกคนก็จะงงว่า
พลังต่อสู้ 9000 มันคืออะไร
แต่ดูไปสักพัก
เราจะเริ่มเข้าใจว่า
9000 = โหด
100 = โดนตบ
ตลาดหุ้นก็เหมือนกัน
มันมี “ภาษาของมัน”
และถ้าทุกคนเข้าใจภาษานั้น ชีวิตการเงินจะง่ายขึ้นเยอะ
งั้นเรามาเล่าแบบบ้าน ๆ แบบที่เด็กประถมอ่านแล้วไม่หลับกันดีกว่า
เริ่มจากคำว่า “หุ้น”
หุ้น (Stock) คือการเป็นเจ้าของบริษัทแบบชิ้นเล็ก ๆ
ถ้าบริษัทเป็นพิซซ่าถาดใหญ่
หุ้นก็คือชิ้นพิซซ่า
เราซื้อหุ้น = เราซื้อชิ้นพิซซ่าของบริษัท
ถ้าบริษัทโต
พิซซ่าชิ้นนั้นก็แพงขึ้น
ง่าย ๆ แบบนั้นเลย
ต่อไปคำที่คนชอบพูดกันมาก
“กราฟแท่งเทียน”
Candlestick Chart (กราฟแท่งเทียน)
มันชื่อเทียนเพราะหน้าตามันเหมือนเทียนจริง ๆ
แต่แทนที่จะใช้บอกไฟดับ
มันใช้บอก “สงครามราคา”
แท่งหนึ่งแท่งเล่าเรื่อง 4 อย่าง
ราคาเปิด (Open)
ราคาสูงสุด (High)
ราคาต่ำสุด (Low)
ราคาปิด (Close)
ถ้าแท่งเขียว
แปลว่าราคาขึ้น
ถ้าแท่งแดง
แปลว่าราคาลง
มันเหมือนรายงานข่าวประจำวันของหุ้นตัวนั้น
พูดง่าย ๆ
แท่งเทียนหนึ่งแท่ง
คือไดอารี่ของตลาดในวันนั้น
ต่อไปคำที่คนพูดกันเหมือนคาถา
“แนวรับ” กับ “แนวต้าน”
Support (แนวรับ)
Resistance (แนวต้าน)
ลองนึกภาพลูกบอลเด้งในห้อง
พื้นห้อง = แนวรับ
เพดาน = แนวต้าน
ราคาหุ้นตกลงมา
เด้งที่พื้น
นั่นคือแนวรับ
ราคาขึ้นไป
ชนเพดาน
นั่นคือแนวต้าน
ตลาดหุ้นจริง ๆ ก็เหมือนลูกบอลที่กำลังเด้งอยู่ในห้องของความโลภกับความกลัว
ศัพท์ฝรั่งเรียกว่า
Market Psychology (จิตวิทยาตลาด)
อีกคำที่คนงงกันเยอะ
“ราคาพาร์”
Par Value (ราคาพาร์)
มันคือ “ราคาทางบัญชีตอนตั้งบริษัท”
เหมือนทะเบียนบ้านของหุ้น
แต่ในตลาดจริง
ราคามันวิ่งตามความเชื่อของคน
เพราะตลาดหุ้นจริง ๆ คือ
เกมของความเชื่อ
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า
Expectation (ความคาดหวัง)
ตรงนี้มีเรื่องตลกอย่างหนึ่ง
หลายคนคิดว่าตลาดหุ้นคือเกมตัวเลข
แต่จริง ๆ มันคือเกม “มนุษย์”
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ John Maynard Keynes เคยเปรียบตลาดหุ้นว่าเหมือนการประกวดนางงาม
คนไม่ได้เลือกคนที่ตัวเองคิดว่าสวยที่สุด
แต่เลือกคนที่ “คิดว่าคนอื่นจะเลือก”
นี่แหละเรียกว่า
Second-order thinking
(การคิดซ้อนชั้น)
ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วทุกคนเริ่มคิดว่า
“โอ้โห ตลาดหุ้นนี่แม่งโคตรปรัชญา”
ใช่เลย
มันคือปรัชญามนุษย์ดี ๆ นี่เอง
เพราะสุดท้าย
ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด
มันสะท้อน “ความเชื่อของคนจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่ง”
เหมือนในหนัง The Matrix
ที่โลกทั้งโลกเป็นเพียงภาพจำลอง
ตลาดหุ้นก็คล้ายกัน
ราคาที่ทุกคนเห็นบนหน้าจอ
มันคือ “ความจริงแบบรวมหมู่”
Collective Belief (ความเชื่อร่วมกันของคนจำนวนมาก)
แต่ตรงนี้อย่าเข้าใจผิด
ตลาดหุ้นไม่ใช่คาสิโน
การพนันคือเกมที่คณิตศาสตร์ชนะเรา
แต่ตลาดหุ้นคือเกมที่ความรู้ช่วยเพิ่มโอกาสเราได้
ศัพท์ที่นักลงทุนพูดกันบ่อยคือ
Edge (ความได้เปรียบ)
Edge คือข้อมูล ความเข้าใจ และวินัย
คนที่รอดในตลาดไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด
แต่คือคนที่ “อยู่รอดนานที่สุด”
เหมือนกฎของธรรมชาติที่ Charles Darwin เคยพูดไว้
ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดที่รอด
แต่คือสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด
ตลาดหุ้นก็เหมือนป่า
บางวันเงียบ
บางวันเสือออกล่า
และบางวัน
นักลงทุนก็กลายเป็นกวางโดยไม่รู้ตัว
เพราะงั้นก่อนจะกระโดดเข้าไปในป่า
อย่างน้อยควรรู้ก่อนว่า
แท่งเทียนคืออะไร
แนวรับแนวต้านคืออะไร
ราคาพาร์คืออะไร
เพราะถ้าไม่รู้ภาษา
เราจะฟังไม่ออกว่าตลาดกำลังพูดอะไร
แล้วเวลาตลาดตะโกนว่า
“ระวัง!”
เราจะยืนงงเหมือนตัวละครประกอบในหนังสยองขวัญ
ที่ได้ยินเสียงในห้องใต้ดินแล้วพูดว่า
“ไปดูกันเถอะ”
แล้วก็จบชีวิตในอีกสามนาทีต่อมา
สุดท้ายนี้เราคิดแบบบ้าน ๆ ว่า
การเรียนรู้เรื่องการเงินไม่ใช่เพื่อรวยเร็ว
แต่เพื่อไม่โง่ในโลกที่เงินกำลังวิ่งเร็วขึ้นทุกปี
ภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งที่ชอบมาก
Financial Literacy
(ความรู้ด้านการเงิน)
มันไม่ได้แปลว่า
ต้องเป็นเซียนหุ้น
มันแปลว่า
อย่างน้อยต้องรู้ว่าเงินกำลังทำอะไรกับชีวิตเรา
เพราะในโลกยุคนี้
คนที่ไม่เข้าใจเงิน
จะถูกเงินกำหนดชีวิต
แต่คนที่เข้าใจเงิน
อย่างน้อยก็มีโอกาสกำหนดชีวิตตัวเองได้บ้าง
อาจจะไม่ต้องเป็นหมาป่าแห่งวอลล์สตรีทแบบในหนัง The Wolf of Wall Street
แต่ก็ไม่ต้องเป็นเหยื่อในตลาด
แค่นั้นก็ถือว่าชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ที่เหลือคือวินัย
กับความใจเย็น
ซึ่งสองอย่างนี้แหละ
โคตรยากกว่าการอ่านกราฟอีกเว้ย.

ความคิดเห็น