ทำไมคนที่ "ได้มายาก" ถึงอยู่ทนกว่าคนที่ผ่านความสัมพันธ์ข้ามคืน
ทำไมคนที่ "ได้มายาก" ถึงอยู่ทนกว่าคนที่ผ่านความสัมพันธ์ข้ามคืน
เราจะเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังแบบตรงๆ เลยนะ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้สึกแต่อธิบายไม่ออก
มีคู่รักแบบหนึ่งที่จีบกันนานเป็นปี ทะเลาะกันก่อนคบ เจอด่านทดสอบนู่นนี่ พ่อแม่ไม่โอเค เพื่อนไม่เห็นด้วย ระยะทางขวางกั้น แต่สุดท้ายก็มาอยู่ด้วยกันได้ แล้วก็อยู่ด้วยกันได้นานมากด้วย
แล้วก็มีอีกคู่ที่เจอกันคืนศุกร์ คุยกันสนุก เมาด้วยกันนิดหน่อย แล้วก็... ทุกคนรู้ต่อไปเองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเช้าวันจันทร์ ความสัมพันธ์นั้นก็หายไปเหมือนไอน้ำ
ทำไมวะ
นักจิตวิทยาชื่อ Robert Cialdini เขียนไว้ในหนังสือ Influence ว่ามนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า "Commitment and Consistency" คือเมื่อเราลงทุนอะไรไปแล้ว สมองเราจะพยายามทำให้การลงทุนนั้นมัน "คุ้ม" โดยอัตโนมัติ
พูดง่ายๆ คือถ้าเราเสียเวลา เสียน้ำตา เสียพลังงาน เสียคืนนอนไม่หลับไปกับใครสักคน สมองเราจะบอกตัวเองว่า "ไม่ได้ ต้องคุ้ม ต้องรัก ต้องสู้ต่อ" มันเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความรู้สึกว่าตัวเองโง่ที่เสียของไปฟรีๆ
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "Effort Justification" หรือการที่สมองสร้างเหตุผลว่าของที่ได้มายากมันต้องดีกว่าของที่ได้มาง่าย เพราะไม่อย่างนั้นเราก็โง่น่ะสิ
แต่นี่ยังไม่ใช่เหตุผลหลักนะ เพราะถ้าเป็นแค่นี้มันก็แค่ "ไม่กล้ายอมแพ้" ซึ่งไม่เหมือนกับ "รักจริง"
เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือเรื่องของ "Shared Narrative" หรือเรื่องราวร่วมกัน
ลองคิดดูนะ ความสัมพันธ์ที่ได้มายากมันสร้างสิ่งที่เรียกว่า "เรื่องเล่า" ร่วมกัน เราเคยผ่านอะไรมาด้วยกัน เคยแก้ปัญหาร่วมกัน เคยเจ็บปวดด้วยกัน เคยชนะด้วยกัน
ในหนังสือ The Story of a New Name ของ Elena Ferrante นักเขียนอิตาลี เธออธิบายว่าความสัมพันธ์ที่ลึกที่สุดไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ง่ายที่สุด แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีบาดแผลร่วมกัน มีชัยชนะร่วมกัน เพราะนั่นคือสิ่งที่สร้าง "ตัวตน" ให้กันและกัน
พูดง่ายๆ อีกทีคือ เราไม่ได้แค่รักคนนั้น เราเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเขา และเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา ซึ่งนี่มันถอนไม่ออก
แล้วความสัมพันธ์ฉาบฉวยล่ะ มันขาดอะไร
มันขาด "Skin in the Game" ซึ่งเป็นคำของ Nassim Taleb นักคิดชาวเลบานอน-อเมริกัน หมายถึงการที่ทั้งสองฝ่าย "มีของเดิมพัน" ในเรื่องนี้จริงๆ
ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยความสนุกชั่วคืนนั้น ไม่มีใครเสียอะไรมากพอที่จะทำให้รู้สึกว่าต้องรักษาไว้ พอความรู้สึกดีๆ จางหาย ก็ไม่มีอะไรยึดไว้ เหมือนบ้านที่สร้างบนทรายสวยงามมากแต่คลื่นลูกแรกก็ซัดไปแล้ว
ส่วนความสัมพันธ์ที่ผ่านบทพิสูจน์มา มันเหมือนบ้านที่สร้างบนหิน ทุกครั้งที่เจอพายุแล้วยังอยู่ได้ มันยิ่งทำให้รู้ว่าฐานรากแน่นแค่ไหน
แต่เดี๋ยวนะ เราต้องพูดตรงๆ ด้วยนะ
การที่ความสัมพันธ์ "ได้มายาก" ไม่ได้แปลว่ามันดีเสมอไป บางทีที่มันยากเพราะมันไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก บางทีที่อยู่ด้วยกันนานเพราะกลัว ไม่ใช่เพราะรัก
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือการที่เราอยู่กับบางอย่างต่อไปเพราะเสียของไปมากแล้ว ทั้งๆ ที่มันไม่ดีกับเรา เหมือนกินอาหารอร่อยที่สั่งแล้วแต่ไม่อร่อย แล้วก็ฝืนกินจนหมดเพราะจ่ายเงินไปแล้ว
ดังนั้นความยาวนานของความสัมพันธ์ไม่ใช่หลักฐานว่ามันดี มันเป็นแค่หลักฐานว่ามันยาวนาน
สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่ได้มายาก "ดีกว่าจริงๆ" ไม่ใช่แค่ความยาก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างความยากนั้น
มีคำภาษาอังกฤษที่สวยมากว่า "Crucible" แปลว่าเบ้าหลอม คือภาชนะที่ใช้ทดสอบโลหะด้วยความร้อนสูง ถ้าโลหะผ่านได้ มันจะบริสุทธิ์และแข็งแกร่งขึ้น ถ้าผ่านไม่ได้มันก็แตก
ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่ผ่านเบ้าหลอมแล้วออกมาแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่ออกมาแตกร้าวแล้วแกล้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไร
สรุปให้ทุกคนเอาไปคิดต่อนะ
ความสัมพันธ์ที่ได้มายากอยู่ทนกว่าเพราะมันสร้างเรื่องราวร่วมกัน สร้างตัวตนร่วมกัน และสร้างความรู้สึกว่าทั้งคู่ "มีของเดิมพัน" กับความสัมพันธ์นี้จริงๆ
ความสัมพันธ์ฉาบฉวยไม่ได้แย่เพราะมันเร็ว แต่แย่เพราะมันไม่มีรากที่จะยึดตอนที่ความรู้สึกดีๆ เริ่มจาง
แต่ความยากไม่ใช่หลักประกันความดี ต้องแยกแยะให้ออกว่ายากเพราะคุ้มค่าหรือยากเพราะเจ็บปวดโดยเปล่าประโยชน์
เหมือนที่ Dumbledore บอก Harry ว่าทางที่ถูกต้องไม่ใช่ทางที่ง่าย แต่ทางที่ยากก็ไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไปเหมือนกัน
ทุกคนอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหนกันอยู่


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น