เมื่อวันก่อนเรานั่งกินกาแฟแล้วคิดเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์เล่น ๆ

 เมื่อวันก่อนเรานั่งกินกาแฟแล้วคิดเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์เล่น ๆ

ไม่ใช่คิดแบบดราม่าละครหลังข่าวนะ แต่คิดแบบนักลลองจะเข้าใจเศรษฐศาสตร์ที่เงินเดือนยังไม่เข้า
อยู่ดี ๆ สมองมันก็โยงไปเรื่องตลาดการเงิน
ทุกคนเคยได้ยินคำว่า “กระจายความเสี่ยง” ในการลงทุนใช่ไหม
ภาษาอังกฤษเรียก Portfolio Diversification (การไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงสินทรัพย์เดียว)
แล้วเราก็คิดว่า
มนุษย์แม่งทำแบบเดียวกันกับ “ความสัมพันธ์” วะ
บางคนมีคนคุยหลายคน
บางคนมีเพื่อนหลายวง
บางคนมีแฟนแต่ก็มีเพื่อนสนิท มีเพื่อนทำงาน มีเพื่อนกินเหล้า
ตอนแรกฟังดูเหมือนดราม่า
แต่ถ้ามองแบบเศรษฐศาสตร์ มันคือการบริหารพอร์ต
เหมือนนักลงทุนที่ไม่ได้ถือหุ้นตัวเดียว
บางความสัมพันธ์ก็เหมือน หุ้นเก็งกำไร
คุยทุกวัน สนุกมาก มีความตื่นเต้น แต่โคตรผันผวน
วันนี้หวาน พรุ่งนี้หายเหมือนนินจา
บางความสัมพันธ์ก็เหมือน Blue Chip (หุ้นพื้นฐานดี บริษัทใหญ่ มั่นคง)
รู้จักกันมานาน
ทะเลาะกันได้ งอนกันได้
แต่สุดท้ายก็ยังอยู่
มันคือ Safe Zone (พื้นที่ปลอดภัยทางใจ)
แล้วมีอีกประเภทหนึ่งที่โคตรน่าสนใจ
มันเหมือนงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก
เหมือนภาพในพิพิธภัณฑ์
ไม่ได้ใช้ทุกวัน
แต่รู้ว่ามันมีค่า
เศรษฐศาสตร์เรียกของแบบนี้ว่า Scarcity Value
(มูลค่าจากความหายาก)
ของที่หาได้ง่าย ราคาจะตก
แต่ของที่แทบไม่มีใครเหมือน มูลค่าจะพุ่ง
เหมือนการ์ตูนเรื่อง One Piece
ผลปีศาจบางลูกโคตรเก่ง แต่ก็มีคนใช้เต็มทะเล
แต่บางลูกหายากจนรัฐบาลโลกยังต้องตามล่า
มนุษย์ก็เหมือนกัน
ถ้าทุกคนเหมือนกันหมด
ตลาดมันก็ล้น
แต่ถ้าคนหนึ่งมีของสามอย่างพร้อมกัน
ความคิด
ความสร้างสรรค์
และความใจกว้าง
มันจะกลายเป็น Monopoly (การผูกขาดแบบมีคนเดียวในตลาด)
พูดง่าย ๆ คือ
ไม่มีใครแทนได้
ทีนี้มันมีทฤษฎีอีกอันที่โคตรเท่
ในเศรษฐศาสตร์เกมเรียกว่า Nash Equilibrium
(ดุลยภาพของเกมที่ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนกลยุทธ์ฝ่ายเดียว)
แปลเป็นภาษาคนธรรมดาคือ
ทุกคนจะเลือกตำแหน่งที่ “คุ้มที่สุด” สำหรับตัวเอง
ถ้าในความสัมพันธ์จุดไหน
ไม่ต้องง้อ
ไม่ต้องงอน
ไม่ต้องเล่นเกมจิตวิทยา
ต้นทุนอารมณ์มันจะต่ำมาก
นักเศรษฐศาสตร์เรียกต้นทุนแบบนี้ว่า
Maintenance Cost (ต้นทุนการดูแล)
คนส่วนใหญ่จะไหลกลับไปหาจุดที่ต้นทุนต่ำที่สุดโดยอัตโนมัติ
มันเหมือนน้ำ
น้ำไม่ไหลขึ้นภูเขา
มันไหลลงที่ต่ำ
ความสัมพันธ์ก็เหมือนกัน
อีกคำหนึ่งที่โคตรใช้ได้คือ
Information Asymmetry (ความไม่สมดุลของข้อมูล)
พูดง่าย ๆ คือ
ฝ่ายหนึ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
ถ้ามีคนหนึ่งนิ่งมาก
ไม่ดราม่า
ไม่โวยวาย
คนอื่นจะอ่านเกมไม่ออก
มันเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง The Dark Knight
ที่โจ๊กเกอร์บอกว่า
สิ่งที่คนกลัวที่สุดคือ “ตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้”
คนที่นิ่ง
ไม่ได้แปลว่าอ่อน
บางทีเขาแค่ไม่เล่นเกม
แล้วพอเราไปอ่านวรรณกรรมเก่า ๆ ก็พบว่า
แนวคิดนี้ไม่ได้ใหม่เลย
ในหนังสือ The Art of War ของ
Sun Tzu
มีประโยคหนึ่งที่สรุปโลกมนุษย์ได้โคตรดี
“ชัยชนะสูงสุดคือการชนะโดยไม่ต้องต่อสู้”
คนที่มั่นคงในตัวเอง
ไม่ต้องแย่งพื้นที่
แต่คนอื่นจะปรับตัวรอบเขาเอง
เหมือนแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์
เราเลยเริ่มคิดอะไรตลก ๆ
โลกนี้คนส่วนใหญ่พยายามเป็น
“คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตใครสักคน”
แต่ในเชิงกลยุทธ์
บางทีตำแหน่งที่ทรงพลังกว่าคือ
“คนที่ไม่มีใครแทนได้”
มันคนละเกมเลย
เหมือนในหนัง The Matrix
ทุกคนวิ่งหาทางออกจากระบบ
แต่มีตัวละครหนึ่งที่ระบบต้องการเอง
นั่นแหละตำแหน่งที่แท้จริงของอำนาจ
พอคิดมาถึงตรงนี้เราก็ขำตัวเอง
เพราะสุดท้ายเศรษฐศาสตร์มันไม่ได้สอนให้เรา “คุมคน”
มันสอนให้เรา เพิ่มคุณค่าตัวเอง
ถ้าเราเป็นคนที่
คิดเป็น
สร้างสรรค์เป็น
และใจดีพอ
เราไม่ต้องแข่งขันกับใครเลย
ตลาดจะจัดตำแหน่งให้เราเอง
เหมือนของสะสมหายาก
ที่อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาประมูลราคา
โดยที่มันแค่นั่งอยู่เฉย ๆ
สรุปข่าวเศรษฐศาสตร์ชีวิตวันนี้
ในโลกจริง คนจำนวนมากบริหารความสัมพันธ์เหมือนพอร์ตลงทุนโดยไม่รู้ตัว
ความสัมพันธ์ที่ต้นทุนอารมณ์ต่ำ มักกลายเป็นจุดพักใจที่คนกลับมาเสมอ
คุณค่าที่แท้จริงมาจาก Scarcity (ความหายาก) ไม่ใช่ความพยายามเอาชนะใคร
คนที่นิ่งและมั่นคง มักกลายเป็นศูนย์กลางแรงดึงดูดของระบบ
กลยุทธ์ชีวิตที่ดีที่สุดคือ Be Valuable, Not Available (ทำตัวให้มีคุณค่า ไม่ใช่แค่พร้อมเสมอ)
สุดท้ายเราอยากบอกทุกคนแบบกวน ๆ นิดหนึ่ง
โลกนี้ไม่ได้ขาดคนเก่ง
แต่โคตรขาดคนที่ “นิ่งและจริง”
ถ้าทุกคนเป็นแบบนั้นได้
ไม่ต้องเล่นเกมอะไรเลย
บางทีคนอื่นจะเป็นฝ่ายวิ่งมาหาเราเอง
เหมือนแรงโน้มถ่วง
และนั่นแหละ
คือเศรษฐศาสตร์ที่โคตรเงียบ
แต่โคตรทรงพลัง.

ความคิดเห็น