เรื่องมันง่ายมาก เวลาอารมณ์มันเละ สมองมันก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ซ้ำๆ
ไปเจอโพสต์ในเธรดอันนึง มันเขียนแค่ไม่กี่บรรทัด แต่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีคนเอากระจกมาส่องหน้าให้ดูตัวเองตอนอารมณ์พัง
เรื่องมันง่ายมาก เวลาอารมณ์มันเละ สมองมันก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ซ้ำๆ เหมือน playlist เพลงเศร้าที่ตั้ง loop ไว้แล้วลืมปิด
สิ่งที่เราทำผิดพลาดกันเยอะมากคือ เอาอารมณ์หนึ่งไปแก้ด้วยวิธีที่ไม่ตรงกัน เช่น กังวลอยู่แล้วยังนั่งนิ่งๆ คิดต่อ มันก็เหมือนไฟลุกอยู่แล้วเอาน้ำมันราด ตัวเองก็รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ทำอยู่ดี เพราะสมองมันเสพติดการคิด (ภาษาอังกฤษเรียกว่า rumination คือการเคี้ยวเอื้องความคิดซ้ำๆ ไม่ยอมปล่อย)
งานวิจัยจาก Stanford พบว่าการขยับร่างกายระหว่างวิตกกังวลมันตัดวงจรความกลัวในสมองได้จริง ไม่ใช่แค่เบี่ยงความสนใจ แต่เปลี่ยนสารเคมีในสมองเลย เรียกว่า somatic regulation (การควบคุมอารมณ์ผ่านร่างกาย) มันทำงานได้เร็วกว่าการคิดวิเคราะห์ซะอีก
ส่วนเรื่องเขียนระบายตอนคิดมากนี่ เรามองว่ามันฉลาดมาก เพราะสมองเราเก็บความคิดได้ในหัวไม่เยอะ (working memory มันจุได้แค่ประมาณ 4-7 ชิ้นต่อครั้ง) พอเขียนออกมา มันเหมือนเอาของออกจากกระเป๋าที่แน่นเกินไป ทันทีที่เขียนได้ สมองถึงมีที่ว่างให้คิดต่อได้ชัดขึ้น
ที่ฮาและจริงที่สุดในลิสต์นั้นคือ เศร้า ให้ออกกำลังกาย ฟังดูโหดนะ แต่มันถูกต้องที่สุด เพราะความเศร้าระดับที่ไม่ใช่โรคซึมเศร้า (depression) มันเกิดจาก serotonin และ dopamine ต่ำ ซึ่งออกกำลังกายมันดันระดับสองตัวนี้ได้โดยตรง เรียกง่ายๆ ว่าสมองผลิตยาแก้เศร้าให้ตัวเองฟรีๆ ไม่ต้องรอคิวหมอ
เรานึกถึง Haruki Murakami นักเขียนญี่ปุ่นชื่อดัง ที่บอกว่าตัวเองวิ่งทุกวันไม่ใช่เพราะรักการวิ่ง แต่เพราะถ้าไม่วิ่ง จิตใจมันจะพัง เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยชื่อ What I Talk About When I Talk About Running และมันพิสูจน์ว่าคนฉลาดๆ ระดับโลกก็ใช้วิธีเดียวกันนี้
สรุปสั้นๆ ที่เอาไปใช้ได้เลย
- อย่าเอาวิธีที่ใช้ความคิดไปแก้อารมณ์ที่ต้องการการขยับ
- ร่างกายกับอารมณ์มันเชื่อมกัน แยกไม่ออก
- เขียนระบายไม่ใช่อ่อนแอ มันคือการ defrag (จัดเรียงข้อมูล) สมอง
- ออกกำลังกายสิบห้านาทีเปลี่ยนอารมณ์ได้จริง ไม่ต้องรอให้หายก่อนค่อยทำ
คำที่ใช้อธิบายเรื่องนี้ได้ดีในภาษาอังกฤษคือ Emotional Regulation (การจัดการอารมณ์อย่างเป็นระบบ) ซึ่งมันไม่ได้แปลว่ากดอารมณ์ แต่แปลว่ารู้จักเลือกวิธีตอบสนองให้ตรงกับสิ่งที่สมองต้องการในขณะนั้น
ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แค่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแบบไหน แล้วเลือกทำสิ่งที่ตรงกับมัน แค่นั้นเองมันก็เริ่มดีขึ้นแล้ว

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น