แสงที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขายในร้าน มันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา

 แสงที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขายในร้าน มันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา

เราขอเล่าเรื่องแสงให้ฟัง เพราะมันเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปทั้งชีวิต ทั้งที่มันอยู่รอบตัวตลอดเวลา เหมือน Sherlock Holmes ที่บอกว่า "You see, but you do not observe" คนเราเห็นแสงทุกวัน แต่ไม่เคย "อ่าน" มันเลยสักที
สรุปสั้นก่อนใครอยากข้าม
แสงแต่ละประเภทมีทิศทาง ความอ่อน-แข็ง และอุณหภูมิสีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
การเข้าใจแสงคือทักษะที่เปลี่ยนภาพถ่าย งานศิลปะ และแม้แต่การจัดห้องได้ทันที
ช่างภาพมืออาชีพไม่ได้ซื้อแสงแพงๆ มาใช้ตลอดเวลา แต่เขา "อ่านแสง" ธรรมชาติเป็น
แสงทุกประเภทมีสถานการณ์ที่มันเจ๋งที่สุดของตัวเอง ไม่มีอันไหนดีหรือแย่กว่ากัน
เริ่มจากตัวแสกล้าสุดในบรรดาทั้งหมดก่อน นั่นคือ Overcast Light หรือแสงในวันที่ฟ้าขาวปิ้ม เมฆปกคลุมเต็มไปหมด ทุกคนไม่ชอบถ่ายรูปวันฟ้าครึ้ม เพราะคิดว่ามันจืดชืด ไม่สวย แต่นั่นแหละคือความเข้าใจผิดระดับชาติ
หลักการของมันคือเมฆทำหน้าที่เป็น Softbox (กล่องแสงนวล) ขนาดมหึมา แสงจากดวงอาทิตย์กระจายผ่านเมฆออกมาเท่ากันทุกทิศ ผลคือเงาแทบหายไปทั้งหมด ไม่มี highlight (จุดสว่างจัด) ไม่มี shadow (เงาดำ) หน้าคนจะดูเนียนจนน่าตกใจ นี่คือเหตุผลที่ช่างภาพแฟชั่นและช่างภาพพอร์ตเทรตระดับโลกชอบวันฟ้าครึ้มเป็นชีวิตจิตใจ อุณหภูมิสี (Color Temperature) อยู่ที่ประมาณ 6500-7500K (เคลวิน หน่วยวัดความอุ่น-เย็นของแสง) ทำให้ภาพออกมาโทนเย็น ฟ้า เทา แต่ถ้าตั้งค่ากล้องให้ถูก จะได้สีผิวที่สวยมาก ข้อเสียเดียวของมันคือไม่มีมิติ เพราะไม่มีเงาเลย ถ้าถ่ายภาพทิวทัศน์จะดูแบน แต่ถ้าถ่ายคน ดอกไม้ อาหาร ของมันยอดมาก


ถัดมาคือพระเอกของคนถ่ายรูปในบ้าน Window Light หรือแสงหน้าต่าง เรื่องนี้ Johannes Vermeer จิตรกรชาวดัตช์ในศตวรรษที่ 17 รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครในโลก เขาวาดภาพโดยใช้แสงหน้าต่างเกือบทั้งชีวิต ภาพที่ออกมามีมิติและความอ่อนโยนที่คนยุคนี้ยังเลียนแบบอยู่
Window Light ทำงานอย่างนี้ แสงเข้ามาจากทิศทางเดียว เป็นแหล่งแสงขนาดใหญ่เทียบกับวัตถุ (ยิ่งใหญ่ยิ่งนวล) และเพดานกับผนังห้องช่วยสะท้อนแสงกลับมาเติมเงาในด้านมืดอีกทีหนึ่ง ผลที่ได้คือแสงที่มีทิศทาง มีมิติ แต่ไม่โหดร้ายเกินไป เงาค่อยๆ ไล่ระดับอย่างสวยงาม คำที่ฝรั่งใช้เรียกความงามแบบนี้คือ "Chiaroscuro" (เคียโรสคูโร แปลว่าความสว่างและความมืดที่เล่นกัน ศัพท์มาจากอิตาลี) ซึ่ง Leonardo da Vinci ก็ใช้เทคนิคนี้ในภาพ Mona Lisa
เคล็ดลับที่คนไม่รู้คือระยะห่างจากหน้าต่างสำคัญมาก ยืนชิดหน้าต่างแสงจะแข็งและคมขึ้น ถอยออกมาแสงจะนวลลงเรื่อยๆ และถ้าทิศหน้าต่างเป็นทิศเหนือ (ในซีกโลกเหนือ) จะได้แสงสม่ำเสมอตลอดวันโดยไม่มีแดดส่องตรงเข้ามาเลย นั่นคือเหตุผลที่ Studio ระดับโลกหลายแห่งสร้างหน้าต่างหันทิศเหนือโดยเฉพาะ



พอมาถึง Direct Sunlight หรือแดดตรงๆ กลางวัน ทุกคนจะเริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะมันคือดาบสองคม แดดกลางวันโดยตรงนั้นโหดมาก เงาดำสนิท ไฮไลต์ขาวโพลน หน้าคนดูแก่ขึ้นทันที ถ้าถ่ายรูปเพื่อนตอนเที่ยงจะเห็นรูขุมขนชัดราวกับส่องกล้องจุลทรรศน์
แต่ Direct Sunlight มีช่วงเวลาทองที่มันเป็นพระเจ้าเลย คือ Golden Hour ชั่วโมงแรกหลังพระอาทิตย์ขึ้นและชั่วโมงสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตก แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศในมุมเฉียง ทำให้ความยาวคลื่นสีฟ้าถูกกรองออก เหลือแต่สีแดงส้มทอง อุณหภูมิสีลงมาอยู่ที่ประมาณ 2000-3500K ซึ่งอบอุ่นและโรแมนติกจนน่าสะอิดสะเอียน ทุกคนในภาพดูดีหมดเลย เงาก็ยาวและละมุน สีก็สวย มิติก็ลึก นี่คือสาเหตุที่คนไปเฝ้าถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกกันทั้งโลก
นอกจากนี้ยังมี Backlighting (แสงสวนหลัง) ที่ให้ผลน่าทึ่งมาก เมื่อแสงอาทิตย์ส่องสวนมาด้านหลังวัตถุ จะเกิด Rim Light (แสงเส้นขอบ) ที่เหมือนมีรัศมีล้อมรอบ และถ้าวัตถุโปร่งแสงอย่างใบไม้หรือผม แสงจะทะลุผ่านมาให้สีที่เรียกว่า Translucent Glow (ประกายแสงส่องผ่าน) สวยสุดๆ


ตอนนี้เข้าเรื่องที่น่าทึ่งที่สุดในรายการ นั่นคือ Bioluminescence หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Luminescence Light แสงที่สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นเอง
หลักการทางวิทยาศาสตร์คือ มีสารเคมีที่เรียกว่า Luciferin (ลูซิเฟอริน ใช่แล้ว ชื่อมาจาก Lucifer แปลว่า "ผู้นำแสง" ภาษาละติน ไม่ใช่ปีศาจในแบบที่คิด) ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนโดยมีเอนไซม์ Luciferase เป็นตัวเร่ง ผลลัพธ์คือแสงที่ไม่มีความร้อน เรียกว่า "Cold Light" (แสงเย็น) ซึ่งมีประสิทธิภาพแปลงพลังงานเป็นแสงสูงถึง 90% เทียบกับหลอดไส้ที่ได้แสงแค่ 5% แล้วที่เหลือกลายเป็นความร้อนทิ้งไปฟรีๆ
สิ่งมีชีวิตที่ทำได้มีตั้งแต่หิ่งห้อย แมงกะพรุน ปลาใต้ทะเลลึก เห็ดบางชนิด และแพลงก์ตอนทะเล อย่าง Noctiluca scintillans (น็อคทิลูกา ชนิดที่ทำให้ทะเลเรืองแสงสีฟ้าในคืนมืด) แสงชนิดนี้ถ่ายภาพได้ยากมาก ต้องใช้การเปิดรับแสงนาน Long Exposure และความมืดสนิทรอบข้าง แต่เมื่อได้ภาพออกมาจะดูเหมือนอยู่ในโลกอื่นจริงๆ



Moonlight หรือแสงจันทร์ในยามค่ำคืน นี่คือแสงที่โรแมนติกที่สุดในจักรวาลและโกหกมนุษย์มาตลอดประวัติศาสตร์ เพราะความจริงแล้วแสงจันทร์คือแสงอาทิตย์ที่สะท้อนมาจากพื้นผิวดวงจันทร์ ดวงจันทร์ไม่ได้เปล่งแสงเองแม้แต่น้อย และพื้นผิวดวงจันทร์สะท้อนแสงได้แค่ประมาณ 12% เท่านั้น (เรียกค่านี้ว่า Albedo อัลบีโด) ดำกว่าถนนยางมะตอยซะอีก
แสงจันทร์มีอุณหภูมิสีประมาณ 4100K ซึ่งออกขาวเทา แต่ดวงตามนุษย์ปรับตัวเองโดยอัตโนมัติทำให้เราเห็นมันเป็นแสงฟ้าเงิน นี่คือเหตุผลที่ภาพยนตร์ใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าแทนฉากกลางคืนมาตลอด
ความเข้มของแสงจันทร์ตอนเพ็ญนั้นน้อยกว่าแสงอาทิตย์กลางวันถึง 400,000 เท่า การถ่ายภาพด้วยแสงจันทร์ต้องใช้ Long Exposure หลายนาทีหรือเป็นสิบนาที ผลที่ได้คือท้องฟ้าที่สว่างพอมองเห็นรายละเอียด ดาวที่ลากเส้นตามการหมุนของโลก และภูมิทัศน์ที่ดูลึกลับราวกับอยู่ในนิยายของ Ursula K. Le Guin



สุดท้ายและน่าทึ่งที่สุดในแง่ความเก่าแก่ Candlelight หรือแสงเทียน มนุษย์อยู่กับแสงประเภทนี้มาหลายหมื่นปีก่อนจะมีไฟฟ้า และสมองของเราถูกปรับมาให้รู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยกับมัน มีงานวิจัยพบว่าแสงสีส้มอุ่นช่วงนี้กระตุ้นการหลั่ง Melatonin (เมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ทำให้ง่วงและผ่อนคลาย) ได้ดีกว่าแสงสีขาวเย็น นั่นคือวิทยาศาสตร์อธิบายว่าทำไมร้านอาหารหรูถึงใช้แสงเทียนหรือแสงสีส้มอุ่น เพราะมันทำให้คนผ่อนคลาย อยากกินข้าว และรู้สึกว่าของอร่อยขึ้นจริงๆ
อุณหภูมิสีของเทียนอยู่ที่ประมาณ 1800-2000K ซึ่งอุ่นที่สุดในบรรดาแสงทั้งหมดที่เล่ามา สีออกเหลืองส้มลึก เงาสั่นไหวตามจังหวะเปลวไฟ (Flicker ฟลิกเกอร์) และความสว่างต่ำมาก Rendering Color Index หรือ CRI (ดัชนีบอกว่าแสงนั้นแสดงสีของวัตถุได้ถูกต้องแค่ไหน คะแนนเต็ม 100) ของเทียนอยู่ที่ประมาณ 100 ซึ่งสมบูรณ์แบบ เพราะมันเป็นแสงจากการเผาไหม้จริงๆ
ในการถ่ายภาพ แสงเทียนต้องการ ISO สูงมาก รูรับแสงกว้างสุด และยอมรับ Noise (จุดสัญญาณรบกวนในภาพ) บ้าง แต่ภาพที่ได้จะมีบรรยากาศที่ไม่มีแสงไฟฟ้าใดเลียนแบบได้เหมือน Rembrandt ใช้แสงเทียนเป็นแบบวาดภาพและสร้างสไตล์ที่โลกยังจำได้จนทุกวันนี้


ถ้าจะสรุปให้ทุกคนเอาไปใช้ได้จริง หลักการมีอยู่ว่า แสงที่ดีที่สุดคือแสงที่เหมาะกับ "เรื่องที่อยากเล่า" มากที่สุด ไม่ใช่แสงที่แพงหรือสว่างที่สุด เรียกหลักการนี้ว่า "Motivated Lighting" (แสงที่มีแรงจูงใจ) แสงทุกดวงควรมีเหตุผลในการอยู่ตรงนั้น
ทุกคนที่เคยรู้สึกว่า "ไม่รู้ทำไมรูปถ่ายมันไม่สวยเหมือนในหัว" ส่วนใหญ่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กล้อง ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ที่แสง แสงคือภาษาของภาพ และเราทุกคนเรียนรู้ภาษานี้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท แค่เริ่มมองแสงรอบตัวให้เป็นนิสัย

ความคิดเห็น