“มนุษย์มันคิดอะไรของมันวะ” จริง ๆ แล้วเศรษฐศาสตร์มีนิยามง่ายมาก
เมื่อเช้าเรานั่งอ่านบทความของ American Economic Association เกี่ยวกับคำถามง่าย ๆ ที่ดูเหมือนเด็กประถมถาม แต่จริง ๆ แล้วนักเศรษฐศาสตร์ทั้งโลกกำลังเกาหัวอยู่กับมันมาหลายร้อยปี
ทำไมบางประเทศรวยฉิบหาย บางประเทศจนแบบลมพัดก็ล้ม
ทำไมผู้หญิงบางที่ยังได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้ชาย
ทำไมข้อมูลอยู่ตรงหน้า แต่มนุษย์ก็ยังตัดสินใจพลาดเหมือนตัวละครในหนังซอมบี้ที่เห็นซอมบี้เดินมาแล้วยังยืนดู
ตอนอ่านถึงตรงนี้เราหัวเราะออกมาเบา ๆ
เพราะถ้าอธิบายแบบภาษาชาวบ้าน เศรษฐศาสตร์มันไม่ใช่วิชาตัวเลขอย่างเดียว
มันคือวิชาที่ถามว่า
“มนุษย์มันคิดอะไรของมันวะ”
จริง ๆ แล้วเศรษฐศาสตร์มีนิยามง่ายมาก
มันคือการศึกษาการตัดสินใจของมนุษย์ตอนที่ทรัพยากรมีจำกัด
คำเท่ ๆ ที่ใช้กันคือ
Scarcity (ความขาดแคลน)
โลกนี้ของมีจำกัด แต่ความอยากของมนุษย์ไม่จำกัด
พูดแบบบ้าน ๆ คือ
พิซซ่ามี 8 ชิ้น
แต่เพื่อนในวงมี 9 คน
แล้วมึงจะทำยังไง
ตรงนี้แหละคือเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์เลยสนใจสิ่งที่เรียกว่า Incentive (แรงจูงใจ)
พูดง่าย ๆ คือ “อะไรทำให้คนยอมทำบางอย่าง”
เช่น
ถ้าบอกเด็กว่าอ่านหนังสือจะได้ความรู้ เด็กไม่สน
แต่ถ้าบอกว่าอ่านแล้วแม่ให้เงิน 100 บาท
เด็กหยิบหนังสือทันที
นี่แหละ Incentive
โลกจริงทั้งระบบเศรษฐกิจมันก็ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้
ตั้งแต่เงินเดือน โบนัส ภาษี ไปจนถึงยอดไลก์ในโซเชียล
ถ้าอยากเห็นตัวอย่างตลก ๆ ให้ดูพวกเราเวลาโพสต์อะไรลงเฟซ
ถ้าโพสต์แล้วไม่มีไลก์
เราจะคิดทันที
โลกนี้ไม่เข้าใจอัจฉริยะอย่างกู
แต่ถ้าได้ไลก์เยอะ
เราจะคิดว่า
“ประชาชนเริ่มตื่นรู้แล้ว”
นี่คือเศรษฐศาสตร์เชิงจิตวิทยาแบบเต็ม ๆ
นักเศรษฐศาสตร์ยังแบ่งโลกเป็นสองขนาดใหญ่
อันแรกเรียกว่า Microeconomics (เศรษฐศาสตร์จุลภาค)
คำว่า Micro แปลว่าเล็ก
มันศึกษาการตัดสินใจของคนทีละคน
เช่น ครอบครัวหนึ่งจะซื้อบ้านหรือเช่าดี
ร้านกาแฟควรตั้งราคาลาเต้เท่าไร
อันที่สองคือ Macroeconomics (เศรษฐศาสตร์มหภาค)
Macro แปลว่าใหญ่
อันนี้ดูทั้งประเทศ
เช่น เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ เศรษฐกิจถดถอย
พูดง่าย ๆ
Micro ดูร้านขายข้าวมันไก่หน้าปากซอย
Macro ดูว่าเศรษฐกิจทั้งประเทศจะไปทางไหน
สองอย่างนี้รวมกันคือภาพของโลก
แต่สิ่งที่บทความพูดไว้ดีมากคือ
เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีแค่เงิน
มันเกี่ยวกับ
สุขภาพ
สิ่งแวดล้อม
การศึกษา
การย้ายถิ่น
แม้แต่ความรัก
ใช่… ความรักก็มีเศรษฐศาสตร์
มีสาขาที่เรียกว่า Behavioral Economics (เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)
ซึ่งศึกษาเรื่องที่โคตรมนุษย์
คือมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอ
บางครั้งเราซื้อของเพราะมัน “รู้สึกดี”
คำศัพท์เท่ ๆ คือ Affect Heuristic
(การใช้ความรู้สึกเป็นทางลัดในการตัดสินใจ)
เช่น
เราเห็นมือถือรุ่นใหม่
สมองยังไม่ทันคิด
มือหยิบบัตรเครดิตแล้ว
มันเหมือนฉากในการ์ตูนที่ตัวละครโดนสะกดจิตแล้วเดินไปหยิบของ
นักเศรษฐศาสตร์เลยเริ่มเอาจิตวิทยามาผสมกับตัวเลข
เพราะเขาค้นพบความจริงอย่างหนึ่ง
มนุษย์ไม่ได้เป็นเครื่องคิดเลข
มนุษย์เป็นลิงที่ถือสมาร์ตโฟน
และบางครั้งลิงตัวนั้นก็ช้อปปิ้งตอนตีสอง
ถ้าดูโลกปัจจุบัน เศรษฐศาสตร์กำลังสนใจเรื่องใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น
เศรษฐกิจสภาพอากาศ
หรือ Climate Economics
เพราะโลกร้อนกำลังมีผลต่ออาหาร น้ำ และพลังงาน
อีกเรื่องคือ Inequality (ความเหลื่อมล้ำ)
ความรวยกระจุก ความจนกระจาย
งานของนักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่แค่ทำนายตัวเลข
แต่ต้องถามคำถามยาก ๆ
ระบบแบบไหนทำให้คนมีโอกาสมากขึ้น
ถ้าอ่านวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง
Les Misérables ของ Victor Hugo
จะเห็นเลยว่า ความยากจนไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
มันคือโครงสร้างสังคมที่ทำให้บางคนไม่มีทางเลือก
เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เลยเริ่มถามว่า
จะออกแบบระบบยังไงให้มนุษย์มี Opportunity (โอกาส) มากขึ้น
ตรงนี้แหละที่มันเริ่มน่าสนใจ
เพราะเศรษฐศาสตร์จริง ๆ คือการออกแบบโลก
เหมือนฉากในหนัง
The Matrix
ถ้ามองแบบเนิร์ดหน่อย
เศรษฐศาสตร์ก็คือการออกแบบ “กฎของเกม”
ถ้ากฎเกมดี
ผู้เล่นส่วนใหญ่จะอยู่ได้
ถ้ากฎเกมห่วย
ผู้เล่นส่วนใหญ่จะล้มละลาย
สุดท้ายเราอ่านบทความนี้แล้วได้ข้อคิดง่าย ๆ
โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินอย่างเดียว
มันขับเคลื่อนด้วย
แรงจูงใจ
ข้อมูล
และการตัดสินใจของมนุษย์
และข่าวเศรษฐกิจทุกวันนี้ ถ้าสรุปให้ทุกคนแบบเข้าใจง่าย
โลกกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจข้อมูล (Data Economy) ใครควบคุมข้อมูลได้จะมีอำนาจมาก
พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของหลายประเทศ
AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน ทำให้ทักษะสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์สำคัญขึ้น
ประเทศที่ลงทุนในการศึกษาและเทคโนโลยีระยะยาว มักโตเร็วกว่าประเทศที่พึ่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียว
สำนวนภาษาอังกฤษที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ
“Incentives drive behavior.”
(แรงจูงใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม)
กับอีกประโยคที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบพูด
“There is no free lunch.”
(ไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกอย่างมีต้นทุน)
พูดแบบภาษาชาวบ้าน
พิซซ่าฟรีไม่มีจริง
เดี๋ยวมึงต้องจ่ายทีหลังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ข้อดีของการเข้าใจเศรษฐศาสตร์คือ
เราจะเริ่มมองโลกเหมือนเกมวางกลยุทธ์
แทนที่จะถามว่า
“ทำไมชีวิตกูเป็นแบบนี้วะ”
เราจะเริ่มถามว่า
“กฎของเกมมันเป็นแบบนี้ แล้วเราจะเล่นยังไงให้ชนะ”
และบางที
คำตอบของชีวิตก็อาจไม่ได้อยู่ที่การทำงานหนักขึ้น
แต่อยู่ที่การเข้าใจว่า
กระดานหมากมันเดินยังไง.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น