วุฒิภาวะคือการแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริง

 วุฒิภาวะคือการแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริง

เอาล่ะ ก่อนจะเข้าเรื่อง เดี๋ยวแนะนำตัวกันนิดหนึ่ง เผื่อมีใครเพิ่งหลงเข้ามาอ่านแล้วงงว่าไอ้คนเขียนนี่มันเป็นใครวะ
เราเป็นคนวาดรูป เขียนหนังสือ แต่งเพลง และเขียนบล็อก
เคยได้รางวัล Asia Graph Award ด้านดิจิทัลอาร์ตระดับเอเชียสามสมัย (รางวัลจากญี่ปุ่นที่สายกราฟิกกับดิจิทัลอาร์ตรู้จักกันดี)
เคยมีพ็อกเก็ตบุ๊กวางขายในร้านหนังสือชื่อ ลาเจ้านายไปตามฝัน
และก็ยังทำงานวาด เขียน แต่งเพลง ปั้นโปรเจกต์อะไรแปลก ๆ ไปเรื่อยตามประสาคนสมองไม่ยอมอยู่นิ่ง
พูดทุกโพสต์เหมือนเดิม
บางคนอาจจะเริ่มเบื่อแล้วก็ได้
แต่ก็ต้องพูด
เพราะอินเทอร์เน็ตมันเป็นที่ที่คนพูดเก่งกว่าคิด
และคิดน้อยกว่าที่ควร
โอเค เข้าเรื่อง
วันนี้เราจะคุยเรื่องที่ฟังดูเหมือนวิชาจิตวิทยาแพง ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันคือเรื่องง่ายระดับเด็กประถมเข้าใจได้
“วุฒิภาวะคือการแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริง”
ฟังดูเหมือนประโยคพระเอกในหนังที่พูดก่อนเดินออกจากระเบิดแบบไม่หันกลับไปมอง
แต่จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้
เพราะมนุษย์มีระบบโกงในสมอง
ในทางจิตวิทยาเรียกว่า
affect heuristic
คำนี้แปลแบบภาษาชาวบ้านคือ
“สมองขี้เกียจคิด เลยใช้ความรู้สึกตัดสินแทน”
คำว่า heuristic หมายถึง “ทางลัดของสมอง”
มันคือวิธีที่สมองใช้ตัดสินใจเร็ว ๆ โดยไม่ต้องคิดละเอียด
ฟังดูดีใช่ไหม
ปัญหาคือ
ทางลัดมันมักพาเราวิ่งตกเหว
ยกตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้าเรา “รู้สึก” ว่าคนคนหนึ่งดูดี
เราจะเผลอคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนดี
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว
โลกนี้มีคนหล่อที่เป็นตัวร้ายเยอะพอ ๆ กับตัวละครในหนัง Marvel
สมองมันทำแบบนี้ตลอดเวลา
เรารู้สึกโกรธ
ก็เลยคิดว่าอีกฝ่ายต้องผิด
เรารู้สึกไม่ชอบใคร
ก็เลยคิดว่าเขาไม่น่าเชื่อถือ
เรารู้สึกกลัว
ก็เลยคิดว่าสถานการณ์มันต้องแย่
ทั้งที่ความจริงคือ
ความรู้สึกไม่ใช่หลักฐาน
มันเป็นแค่สัญญาณเตือนในหัว
ลองนึกภาพฉากในหนัง The Matrix
ตอนที่ Neo เพิ่งรู้ว่าโลกที่ตัวเองอยู่มันไม่จริง
ความรู้สึกตอนนั้นคือสับสน กลัว และเหมือนจะอ้วก
แต่ข้อเท็จจริงคือ
ความรู้สึกไม่ได้เปลี่ยนความจริงของโลก
ความจริงก็ยังเป็นความจริง
ชีวิตจริงก็เหมือนกัน
คนที่มีวุฒิภาวะทางความคิด
จะมีสกิลพิเศษอย่างหนึ่ง
เขาจะหยุดตัวเองได้
แล้วถามว่า
“สิ่งที่กูรู้สึกอยู่ตอนนี้
มันคือความจริง
หรือมันเป็นแค่ความรู้สึก”
ฟังดูง่าย
แต่แม่งยากมาก
เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีเหตุผลก่อน
มันถูกออกแบบมาให้รอดชีวิตก่อน
ความรู้สึกจึงมาไวกว่าเหตุผลเสมอ
นักจิตวิทยาสมัยใหม่บางคนเรียกระบบนี้ว่า
System 1 vs System 2
System 1 คือสมองโหมดด่วน
เร็ว อัตโนมัติ ใช้อารมณ์
System 2 คือสมองโหมดคิดจริง
ช้า ใช้พลังงาน และต้องตั้งใจ
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ใช้ System 1 ทั้งชีวิต
เหมือนดูหนังแล้วสรุปตอนจบตั้งแต่ยังไม่ผ่านครึ่งเรื่อง
ยิ่งในยุคโซเชียล
affect heuristic มันทำงานเหมือนติดไนโตร
เราเห็นโพสต์หนึ่ง
รู้สึกหมั่นไส้
แชร์ทันที
เห็นข่าวหนึ่ง
รู้สึกโกรธ
ด่าทันที
รู้สึกก่อน
คิดทีหลัง
บางทีไม่คิดเลย
นักวิจัยด้านพฤติกรรมดิจิทัลช่วงหลังพบว่า
เนื้อหาที่กระตุ้น “อารมณ์แรง” เช่น โกรธ กลัว หรือสะใจ
มีโอกาสถูกแชร์สูงกว่าเนื้อหากลาง ๆ หลายเท่า
เพราะมันไปกดปุ่ม affect heuristic ตรง ๆ
พูดง่าย ๆ
อินเทอร์เน็ตกำลังเอาสมองลัดของเรามาปั่นเป็นคอนเทนต์
ทีนี้มาดูอีกมุมหนึ่ง
วรรณกรรมคลาสสิกเรื่องหนึ่งที่พูดเรื่องนี้ได้โคตรดีคือ
Crime and Punishment ของ Dostoevsky
ตัวเอกชื่อ Raskolnikov ฆ่าคนเพราะเขา “เชื่อ” ด้วยความคิดและความรู้สึกของตัวเองว่าเขาเหนือกว่าศีลธรรมทั่วไป
แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาพังไม่ใช่ตำรวจ
แต่คือความจริง
ความจริงมันกัดกินความรู้สึกหลอก ๆ ในหัวเขา
นี่แหละ
การปะทะกันของความรู้สึกกับข้อเท็จจริง
ในชีวิตประจำวันมันไม่ได้ดราม่าถึงขั้นฆ่าคนหรอก
แต่มันทำลายความสัมพันธ์ได้ง่ายมาก
เรารู้สึกว่าอีกคนไม่สนใจเรา
เลยตีความทุกอย่างว่าเขาไม่รัก
เรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง
เลยคิดว่าทุกความล้มเหลวคือหลักฐาน
ทั้งที่จริง ๆ
บางทีมันก็แค่วันซวย
ภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ดีมาก
“Feelings are real, but they are not always reliable.”
แปลแบบบ้าน ๆ คือ
ความรู้สึกมันมีอยู่จริง
แต่เชื่อมันทั้งหมดไม่ได้
หรืออีกสำนวนหนึ่ง
“Don’t believe everything you think.”
อย่าเชื่อทุกความคิดที่โผล่ในหัว
ฟังดูเหมือนตลก
แต่มันคือทักษะของคนที่โตจริง
วุฒิภาวะไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก
มันแปลว่า
รู้ว่าความรู้สึกไม่ใช่ผู้พิพากษา
มันเป็นแค่พยานคนหนึ่งในศาล
และบางครั้ง
พยานคนนั้นก็เมา
ข่าวสั้น ๆ ที่อยากเล่าให้ทุกคนเอาไปคิดต่อ
งานวิจัยด้านพฤติกรรมล่าสุดในยุคโซเชียลพบว่าคนจำนวนมากตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูลภายในไม่กี่วินาทีแรกจาก “ความรู้สึกต่อหัวข้อ” มากกว่าการอ่านเนื้อหาจริง
นักจิตวิทยาพบว่าการหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาที ก่อนตอบสนองทางอารมณ์ สามารถลดการตัดสินใจผิดพลาดจาก affect heuristic ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หลายองค์กรเริ่มฝึกสิ่งที่เรียกว่า cognitive pause (การหยุดคิดก่อนตอบสนอง) เพื่อป้องกันการตัดสินใจจากอารมณ์ในงานสำคัญ
พูดง่าย ๆ
แค่หยุดก่อนตอบ
โลกก็พังน้อยลงเยอะ
สุดท้ายนี้เรามีความเห็นส่วนตัวอยู่ข้อหนึ่ง
คนที่ฉลาดจริง
ไม่ใช่คนที่ไม่มีอารมณ์
แต่คือคนที่ดูอารมณ์ตัวเองออก
เหมือนนักดูหนังที่รู้ว่า
“อ๋อ ตอนนี้หนังมันกำลังหลอกให้กูอิน”
แล้วก็ยังดูต่ออย่างสนุก
แต่ไม่โดนหลอกจนลืมความจริง
เพราะชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องยาว
ถ้าเราเอาความรู้สึกเป็นคนเขียนบททั้งหมด
บางทีตอนจบอาจจะดราม่ากว่า
Game of Thrones ซีซันสุดท้ายก็ได้
ซึ่งอันนั้น
หลายคนยังไม่หายโกรธจนถึงวันนี้เลย วะ.
มุ่ย

ความคิดเห็น