ทุกคนรู้จักคำว่า "คอขวด" มั้ย ไม่ใช่คอขวดเบียร์นะ แต่หมายถึงจุดที่ทุกอย่างต้องผ่านจุดเดียว และถ้าจุดนั้นอุดตัน ทุกอย่างพังหมด นั่นแหละคือช่องแคบฮอร์มุซในตอนนี้

 ทุกคนรู้จักคำว่า "คอขวด" มั้ย ไม่ใช่คอขวดเบียร์นะ แต่หมายถึงจุดที่ทุกอย่างต้องผ่านจุดเดียว และถ้าจุดนั้นอุดตัน ทุกอย่างพังหมด นั่นแหละคือช่องแคบฮอร์มุซในตอนนี้

ลองนึกภาพแบบนี้ อ่าวเปอร์เซียเป็นเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์ที่มีทางออกสู่โลกภายนอกแค่ทางเดียว ทางนั้นกว้างแค่ 21 ไมล์ทะเล แต่ร่องน้ำที่เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์จะใช้ได้จริงนั้นกว้างแค่ด้านละ 2 ไมล์ รวมกันก็แค่ 4 ไมล์ทะเล น้ำมันดิบราว 20% ของโลกต้องผ่านช่องนี้ทุกวัน LNG (ก๊าซธรรมชาติที่ทำให้เป็นของเหลวเพื่อขนส่งได้) อีกราว 20% ของโลกก็ผ่านที่นี่ ซาอุฯ อิรัก กาตาร์ UAE และอิหร่านเองล้วนส่งออกพลังงานทางนี้แทบทั้งนั้น
เราว่าถ้า Tolkien ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงเขียนว่านี่คือ Mordor ที่ไม่ต้องมีภูเขาไฟ แค่มีอิหร่านนั่งอยู่ริมฝั่งก็พอแล้ว
ตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลถล่มอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้กลับ เตหะรานก็ประกาศกร้าวว่าจะขัดขวางการสัญจรในช่องแคบ ราคาน้ำมัน WTI (น้ำมันดิบอ้างอิงราคาของสหรัฐฯ) พุ่งขึ้นไป 12% กว่าในวันเดียว เบรนท์ (น้ำมันดิบอ้างอิงราคาของยุโรป) ขึ้นไป 13% นักวิเคราะห์เตือนว่าถ้าเรื่องนี้บานปลาย ราคาอาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เรือสายการเดินเรือยักษ์อย่าง Maersk และ MSC เริ่มเบี่ยงเส้นทาง บางเจ้าหยุดรับจองระวางชั่วคราว เบี้ยประกันเรือพุ่งพรวดเพราะไม่มีใครอยากเอาประกันเรือที่แล่นเข้าโซนสงคราม
สิ่งที่น่าสนใจมากคือประวัติศาสตร์ของช่องแคบนี้ มันไม่เคยถูกปิดจริงจังถาวรสักครั้ง แม้แต่ตอนสงครามอิหร่าน-อิรักช่วงทศวรรษ 1980 ที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดในน้ำและโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่งหนักมากในตอนนั้น แต่ช่องแคบก็ยังเปิดอยู่
เหตุผลก็ตลกดีตรงที่ว่า อิหร่านเองก็ต้องขนน้ำมันออกทางนี้ กู จะปิดช่องทางหาเงินตัวเองวะ มันขัดแย้งกันในตัว ทำให้การปิดล้อมสมบูรณ์แบบเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารส่วนใหญ่มองว่าทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิดขึ้น เพราะในภาวะสงคราม ความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจบางทีก็แพ้ต่ออารมณ์ทางการเมืองได้
J.P. Morgan ธนาคารใหญ่ที่ฉลาดที่สุดในห้องประมาณการว่า ถ้าปิดจริง ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะประคองการผลิตได้ไม่เกิน 25 วัน หลังจากนั้นระบบพลังงานโลกเริ่มสั่น
ญี่ปุ่นคือประเทศที่เปราะบางที่สุด นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 90% ถ้าช่องแคบปิดจริงจัง GDP ญี่ปุ่นอาจหดตัวถึง 3% ซึ่งนั่นหมายความว่าคนญี่ปุ่นจะจนลงจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ
ส่วนทางเลือกสำรองของเรือบรรทุกน้ำมันถ้าต้องอ้อมคือไปทาง Cape of Good Hope (แหลมกู๊ดโฮป) ที่ปลายสุดของทวีปแอฟริกา ซึ่งเพิ่มระยะทางการเดินเรือมหาศาล ต้นทุนพลังงานและเวลาพุ่ง ค่าระวางเรือแพงขึ้น ทุกอย่างส่งต่อมาที่ราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตของทุกคนในที่สุด
เรานึกถึงหนังสือ "The Wealth of Nations" ของ Adam Smith ที่บอกว่าความเจริญของโลกสมัยใหม่ขึ้นอยู่กับการค้าเสรีที่ไหลลื่น ช่องแคบฮอร์มุซคือร่างกายของทฤษฎีนั้น ถ้าเส้นเลือดนี้อุดตัน ไม่ว่าจะด้วยสงครามหรือแค่ความกลัว เศรษฐกิจโลกก็เริ่มขาดออกซิเจน
สิ่งที่เรามองว่าน่ากังวลที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าช่องแคบจะถูกปิดจริง แต่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "uncertainty premium" (ค่าความไม่แน่นอน) ซึ่งหมายถึงเวลาตลาดไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจะบวกราคาเพิ่มไปก่อนเลยโดยสัญชาตญาณ แค่ความกลัวก็แพงพอแล้ว ไม่ต้องรอให้เรือจมจริง
- ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกเดียวของน้ำมัน 20% และ LNG 20% ของโลก ใครคุมตรงนี้คือคุมชีพจรโลก
- ความกลัวเพียงอย่างเดียวก็ขยับราคาน้ำมันโลกได้สองหลักในวันเดียว บอกให้รู้ว่าโลกเราเปราะบางแค่ไหน
- ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical uncertainty) เตือนเราว่าการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ และพอร์ตการลงทุนของตัวเองนั้นสำคัญมาก
- ประเทศที่พึ่งพาแหล่งพลังงานเดียวคือประเทศที่เสี่ยงที่สุด ไทยกำลังเพิ่ม LNG จากสหรัฐฯ เพื่อกระจายแหล่งนำเข้า ซึ่งเป็นทิศทางที่ฉลาด
- ติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นนิสัย เพราะโลกเราเชื่อมกันแน่นจนเรื่องที่ดูไกลสามารถแตะกระเป๋าสตางค์เราได้โดยตรง

ความคิดเห็น