และนี่คือประวัติศาสตร์บทที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคนควรจะจำฝังใจไว้ก่อนเปิดดูข่าวสงครามวันนี้
จอมพลถนอม กิตติขจร ยอมให้สหรัฐฯ มาตั้งฐานทัพถึงเจ็ดแห่ง ทั้งดอนเมือง อู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุบลฯ อุดรฯ และนครพนม เพื่อให้บินไปทิ้งระเบิดที่เวียดนามเหนือได้สะดวกขึ้น
กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของการโจมตีเวียดนามเหนือในช่วงนั้นบินขึ้นจากน่านฟ้าไทย อาทิตย์ละกว่าพันเที่ยว ระหว่างปี 2508 ถึง 2516 อเมริกาทิ้งระเบิดกว่าเจ็ดล้านตันลงที่เวียดนาม กัมพูชา และลาว ซึ่งมากกว่าระเบิดที่ใช้ไปทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สองถึงสามเท่า จนนายพลเคอร์ติส เลอเมย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศสหรัฐฯ ตอนนั้นพูดประโยคที่หยาบมากว่าจะถล่มเวียดนามเหนือให้กลับไปสู่ยุคหิน
แต่ก็แพ้อยู่ดี
และนี่คือประวัติศาสตร์บทที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคนควรจะจำฝังใจไว้ก่อนเปิดดูข่าวสงครามวันนี้
มีคำศัพท์ทางการทหารคำหนึ่งที่เรียกว่า Asymmetric warfare (อะ-ซิม-เมต-ริก วอร์-แฟร์) แปลง่ายๆ ว่า "สงครามแบบไม่เท่ากัน" หลักการคือฝ่ายที่กำลังน้อยกว่าจะไม่ยืนหน้าชนกันตรงๆ แบบโง่ แต่จะใช้วิธีลอบโจมตี ก่อวินาศกรรม ยืดเวลา รบแบบจรยุทธ์ (guerrilla warfare) ซึ่งเป็นวิธีที่เวียดกงใช้กับมหาอำนาจอเมริกา ฝ่ายนึงอยู่ในที่สว่าง ฝ่ายนึงอยู่ในเงามืด ฝ่ายนึงนับเครื่องบิน ฝ่ายนึงนับวันที่ยังหายใจอยู่
เวียดกงชนะเพราะไม่ล้ม ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งกว่า
ตัดภาพมาปัจจุบัน สงครามที่เรากำลังจ้องหน้าจออยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่สงครามอิหร่านธรรมดา มันคือสงครามที่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน และในวันแรกนั้นเอง ผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอลในกรุงเตหะราน หมดยุค 86 ปีในคืนเดียว
ทรัมป์บอกว่า "การโจมตีสำเร็จมากจนผู้สมัครผู้นำสูงสุดส่วนใหญ่ตายหมดแล้ว ตำแหน่งสองสามก็ตายแล้ว" ซึ่งเป็นประโยคที่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงจะฮามาก แต่เพราะมันจริงก็เลยน่ากลัวแทน
ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่คือ โมจ์ตะบา คาเมเนอี ลูกชายคนที่สองของอาลี อายุ 56 ปี นักบวชสายแข็ง มีสายสัมพันธ์ลึกกับกองกำลัง IRGC และเคยถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019 แล้ว
ทรัมป์บอกว่าเขา "ยอมรับไม่ได้" ส่วนอิสราเอลบอกว่าจะยิงเขาถ้าได้เจอ และโมจ์ตะบาก็นิ่งเงียบราวกับว่ารู้อยู่แก่ใจว่าตอนนี้เป็นเป้า นี่คือสงครามโลกคนมีชีวิตอยู่ยาก ไม่ใช่ The Walking Dead แต่ผู้นำก็ต้องอยู่แบบซอมบี้หลบๆ ซ่อนๆ
กลับมาที่ยุทธศาสตร์ ทุกคนต้องเข้าใจว่าอิหร่านกำลังเล่นเกมยาว ไม่ใช่เกมเร็ว นักวิเคราะห์ทางการทหารชี้ว่าอิหร่านเน้นยุทธศาสตร์การอดทนแบบ Asymmetric โดยยอมรับความเสียหายในช่วงแรกเพื่อรักษาขีดความสามารถในการตอบโต้ไว้ และใช้ขีปนาวุธ โดรน รวมถึงตัวแทนในภูมิภาคเพื่อยืดกำลังฝ่ายตรงข้าม
อ่านแล้วอย่าเพิ่งง่วง เพราะนี่คือหัวใจทั้งหมด
เหมือนนักมวยที่ถูกชกหนักทุกยก แต่ก็แค่ตั้งการ์ดรับไว้ก่อน รอให้คู่ต่อสู้ออกหมัดจนแขนล้า แล้วจังหวะที่ขาของคู่ต่อสู้สั่น ก็เสยฮุกเดียวจบ ยุทธศาสตร์นี้ถ้าจะมีชื่อในภาษาหนังก็คงเป็นสไตล์ Rocky เวอร์ชันไม่มีดนตรีประกอบ เพราะในชีวิตจริงไม่มีใครเปิด Eye of the Tiger ให้ตอนโดนชก
ส่วนอาวุธที่กำลังพูดถึงกันมากตอนนี้คือ Cluster munition หรือ "ระเบิดลูกปราย" คำว่า cluster แปลว่า กลุ่ม หรือ กระจุก ส่วน munition คืออาวุธยุทธภัณฑ์ รวมกันแล้วก็คือระเบิดที่ยิงลูกเดียวแล้วแตกออกเป็นลูกระเบิดย่อยหลายสิบถึงหลายร้อยลูก กระจายในรัศมีกิโลเมตร ที่น่ากลัวกว่านั้นคือลูกที่ยังไม่ระเบิดจะกลายเป็น "ระเบิดซ่อนอยู่ในดิน" รอเหยียบอีกหลายปีข้างหน้า ทำให้เด็กๆ ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมานักต่อนักในหลายประเทศหลังสงครามผ่านไปแล้ว
มี 112 ประเทศที่เซ็นสัญญาห้ามผลิต เก็บ ขาย และใช้ Cluster munition ตามอนุสัญญาปี 2008 แต่ทั้งอิสราเอลและอิหร่านไม่ได้ลงนาม เพราะฉะนั้นทั้งคู่ก็ใช้กันสบายใจ ราวกับกฎไม่มีอยู่จริง
ตามรายงาน อิหร่านยิง Cluster missile ใส่อิสราเอลอย่างน้อยหกลูกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ได้วิเคราะห์ภาพและวิดีโอที่ยืนยันการใช้ Cluster munition ในเขตเมือง Gush Dan รอบกรุงเทลอาวีฟ รวมถึงเมือง Beersheva และ Rishon LeZion
ด้านการสูญเสียกำลังอาวุธของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลก็น่าสนใจมาก ในช่วง 36 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้อาวุธนำวิถีแม่นยำและขีปนาวุธสกัดกั้นไปมากกว่า 3,000 ลูก ซึ่งเปิดเผยให้เห็นช่องโหว่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานด้านอาวุธ
ส่วนเรื่องโดรนราคาถูกของอิหร่านที่ยิงออกมาเพื่อล่อให้ฝ่ายตรงข้ามยิงขีปนาวุธมูลค่าหลักล้านดอลลาร์ตอบโต้กลับนั้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าอิหร่านดูเหมือนจะมุ่งทำสงครามบั่นทอนแบบ Asymmetric เพื่อหมดกำลังอาวุธและทรัพยากรของฝ่ายสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร
เรื่องที่บทความต้นฉบับพูดถึงสถานการณ์แบบ "กำลังจะเกิดขึ้น" นั้น ตอนนี้หลายอย่างเกิดขึ้นแล้วและบานปลายกว่าที่คาด อิหร่านโจมตีทั้งซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน กาตาร์ และบาห์เรน
ทำให้รัฐอ่าวอาหรับที่ไม่อยากมีเรื่องด้วยก็ถูกดึงเข้ามาในวงกระหน่ำโดยไม่ทันตั้งตัว และมีรายงานว่าโรงงานน้ำจืดในบาห์เรนถูกโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำดื่มนั้นอยู่ในระดับความน่ากลัวที่ต่างออกไป
ถามว่าใครจะชนะ คำตอบตรงๆ คือยังไม่รู้ และใครบอกว่ารู้แน่ๆ อย่าเพิ่งเชื่อ สงครามมีตัวแปรมากเกินกว่าจะนับ แต่ถ้าจะอ้างอิงประวัติศาสตร์ ซุนวูเขียนไว้ในตำราพิชัยสงครามตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสตกาลว่า "การต่อสู้สูงสุดไม่ใช่ชนะทุกยุทธ์ แต่คือทำให้ศัตรูยอมแพ้โดยไม่ต้องรบ" (The supreme art of war is to subdue the enemy without fighting) ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองยังสอบไม่ผ่านบทเรียนนี้เลย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าใครชนะสงครามนี้ แต่คือเส้นแบ่งระหว่างสงครามภูมิภาคกับสงครามโลกครั้งที่สามมันบางลงเรื่อยๆ ทุกวัน และทุกฝ่ายก็ดูเหมือนกำลังเดินเข้าไปหาเส้นนั้นโดยไม่มีใครอยากหยุดก่อน
- สงครามสอนว่าอำนาจไม่ได้วัดแค่จำนวนระเบิด แต่วัดที่ความอดทนและยุทธศาสตร์ระยะยาว
- Asymmetric warfare ยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับฝ่ายที่กำลังน้อยกว่าเสมอ
- ข้อมูลในสงครามคือสมรภูมิอีกด้าน เชื่อทุกอย่างที่เห็นในโซเชียลไม่ได้เลย
- การตามข่าวสงครามต้องอ่านหลายสำนักพร้อมกัน ไม่มีสำนักไหนเป็นกลาง 100 เปอร์เซ็นต์
- Cluster munition เป็นอาวุธที่ไม่ได้ทำร้ายแค่คนในสงคราม แต่ทำร้ายคนรุ่นต่อไปอีกหลายสิบปี

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น