ก่อนที่แบรด พิตต์ (Brad Pitt) จะกลายเป็นชายที่หน้าหล่อที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์ เขาเคยเป็นไก่

ก่อนที่แบรด พิตต์ (Brad Pitt) จะกลายเป็นชายที่หน้าหล่อที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์ เขาเคยเป็นไก่
ไม่ใช่เปรียบเปรย แต่ตามตัวอักษรเลย ช่วงปลายยุค 80s พิตต์ใส่ชุดไก่สีเหลืองสดแล้วยืนโบกมือดึงลูกค้าหน้าร้าน El Pollo Loco บนถนน Sunset และ La Brea ลอสแองเจลิส เขาเล่าทีหลังว่า "Man's gotta eat, no shame" ซึ่งเป็นประโยคที่ทั้งเจ็บปวดและกวนตีนในเวลาเดียวกัน และใช่ เขาโดนคนขับรถยนต์ชูนิ้วกลางใส่เป็นประจำ เพราะนั่นคือปฏิกิริยาปกติที่มนุษย์มีต่อไก่ยักษ์กลางเมือง


แต่งานไก่ไม่ใช่งานเดียว ก่อนหน้านั้นเขายังขับลิมูซีน (limousine-รถบริการหรู) รับส่งนักแสดงสาวในธุรกิจ strip-a-gram (บริการเต้นสำหรับงานปาร์ตี้) และขนตู้เย็นรับจ้าง ซึ่งถ้าใครนึกภาพตอนนี้ไม่ออก ให้นึกถึงผู้ชายที่สวยที่สุดในโลกกำลังเข็นตู้เย็นขึ้นบันได แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมจักรวาลถึงต้องจัดการให้เขาได้เป็นดารา เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดบนโลก
แต่จุดพลิกชีวิตจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากการที่หน้าตาดี มันเกิดจากคืนหนึ่งปี 1987 ที่เขานั่งอยู่คนเดียวในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจที่อริโซนา มือถือใบสั่งค่าปรับ 35 เหรียญสหรัฐเรื่องป้ายทะเบียนรถหมดอายุ ไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพิ่งชวดออดิชัน (audition-การทดสอบแสดง) มาหมาด ๆ และไม่มีคนมาประกันตัว ตำรวจถามว่า "ไอ้หนุ่มฮอลลีวูด มีใครมาประกันได้ไหม?" พิตต์ตอบว่า "ถ้ามี ผมคงไม่อยู่ตรงนี้"
เมื่อเดินออกจากสถานีตำรวจ เขาตั้งกฎเหล็กกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ว่าถ้าโอกาสใดโอกาสหนึ่งมาถึงมือ จะไม่ยอมให้ใครบนโลกนี้มองเขาว่าเป็นแค่ "ไอ้หน้าหล่อ" อีกต่อไป นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า identity-based commitment (การผูกพันกับตัวตนใหม่) คือไม่ใช่แค่ตั้งเป้าว่าจะรวย หรือจะดัง แต่ตัดสินใจว่าจะเป็นคนละคนกับที่เคยเป็น ซึ่งต่างกันมากในทางจิตวิทยา เพราะเป้าหมายล้มเหลวได้ แต่ตัวตนไม่ค่อยยอมแพ้ง่าย ๆ
สี่ปีต่อมาใน 'Thelma & Louise' ปี 1991 เขาได้บทนักต้มตุ๋นหนุ่มชื่อ J.D. ที่อยู่บนจอไม่ถึงสิบนาที แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าบทนี้เขาแทบไม่ได้บทเลยด้วยซ้ำ เพราะริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) มองว่าเขา "อ่อนเกินไป" สำหรับบทนี้ ก่อนจะเสนอให้วิลเลียม บอลด์วิน (William Baldwin) แต่บอลด์วินถอนตัว และคนถัดไปก็ถอนตัวอีก จนพิตต์ได้โอกาสออดิชันครั้งที่สอง คราวนี้จีนา เดวิส (Geena Davis) นั่งดูอยู่แล้วก็ลืมบทตัวเองเพราะฟุ้งเรื่องอื่น เธอบอกทีมว่า "ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องเป็น The Blonde One" และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
น่าสนใจว่าคนที่แย่งบทนี้ไม่ได้คือจอร์จ คลูนีย์ (George Clooney) มาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo) และโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) ทุกคนออดิชันแล้วแพ้พิตต์ คลูนีย์เจอเดวิสบนเครื่องบินหลายปีต่อมาแล้วยอมรับว่า "ยังเสียดายบทนั้นอยู่เลย" ซึ่งถ้าออดิชันของเราทำให้คนลืมจอร์จ คลูนีย์ได้ ก็ถือว่าชนะชีวิตไปแล้ว
ต่อมาใน 'Legends of the Fall' ผู้บริหารสตูดิโอบอกว่าเขา "ดูสะอาดเกินไป" สำหรับบทที่ต้องเล่น วันถัดมาพิตต์ขี่ม้ากลางฝุ่นและสายฝนเป็นชั่วโมง ๆ จนทีมงานแนะนำว่าแต่งหน้าแต่งตัวก็ได้ ไม่ต้องทรมานตัวเอง เขาตอบกลับว่า "การแต่งหน้าเปลี่ยนดวงตาไม่ได้" ซึ่งเป็นประโยคที่ฟังดูโกหกน้อยกว่าคำพูดส่วนใหญ่ที่ได้ยินจากนักแสดง
และแล้ว 'Fight Club' ก็มาถึง ระหว่างซ้อมบทกับเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน (Edward Norton) พิตต์เสนอว่าขอชกจริงสักเทกนะ นอร์ตันตกลง แล้วโดนชกเข้าที่กกหูจนร้องลั่น สิ่งที่ผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) เก็บไว้ในฟิล์มคือภาพของคนสองคนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้วจริง ๆ ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี เพราะหนึ่งในนั้นเคยใส่ชุดไก่ยืนโดนชูนิ้วกลางอยู่กลางถนนมาก่อน
เรามักได้ยินคนพูดว่า "โชคดีที่หน้าหล่อ" ราวกับว่ากระดูกโหนกแก้มที่ดีคือ cheat code (รหัสโกงในเกม) ของชีวิต แต่ถ้าหน้าตาคือทุกอย่างจริง ทำไมจอร์จ คลูนีย์ถึงยังเสียดายบทในหนังปี 1991 อยู่จนทุกวันนี้ ใบหน้าเปิดประตู แต่ตัวตนที่ถูกสร้างในห้องที่ไม่มีใครเห็น ในชุดไก่กลางแดด ในห้องสอบสวนตำรวจ ต่างหากที่กำหนดว่าจะอยู่ข้างหลังประตูนั้นได้นานแค่ไหน
ชายที่โลกรู้จักวันนี้ไม่ได้ถูกสร้างด้วยสัญญาจากสตูดิโอ เขาถูกสร้างในจุดที่ต่ำที่สุดหลายสิบจุดติดต่อกัน แล้วเลือกไม่ยอมแพ้ในทุกจุด
-สรุปสำหรับพวกเราที่กำลังอยู่ในช่วงชุดไก่ของชีวิตตัวเอง ให้จำไว้ว่า desperate hour (ชั่วโมงแห่งความสิ้นหวัง) บางทีคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ และ identity shift (การเปลี่ยนตัวตน) ที่แท้จริงเกิดจากการตัดสินใจในห้องที่ไม่มีใครเห็น ไม่ใช่บนเวที คำที่ควรจำไปติดข้างฝาคือ hunger over talent ความหิวโหยสำคัญกว่าพรสวรรค์เสมอ และถ้าวันนี้ทุกคนกำลังโดนชูนิ้วกลางอยู่กลางถนน ก็แปลว่ากำลังอยู่ในฉากที่ถูกต้องแล้ว แค่ยังไม่ถึงฉากต่อไป

ความคิดเห็น