เป้าหมายใหม่ที่ healthy มากๆและทุกคนกูว่ามึงควรมีนะหมายถึงเป้าหมาย
เป้าหมายใหม่ที่ healthy มากๆและทุกคนกูว่ามึงควรมีนะหมายถึงเป้าหมาย
เดี๋ยวเกริ่นเหมือนเดิมก่อน เพราะมึงจะเบื่อกูก็จะพูดอยู่ดีทุกโพสต์ นี่ไม่ใช่ความหลงตัวเอง นี่คือ “หลักฐานทางประวัติศาสตร์”
กูคือมุ่ย
คนที่เคยได้รางวัล Asia Graph Award สามสมัย ซึ่งเป็นรางวัลด้านดิจิทัลอาร์ตระดับเอเชียที่จัดโดยญี่ปุ่น
เคยมีพ็อกเกตบุ๊กวางขายในร้านหนังสือชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน”
ทำงานวาดรูป เขียนหนังสือ แต่งเพลง ทำกราฟิก และนั่งคุยกับ AI ตอนตีสองเหมือนคนมีปัญหาทางสังคมเล็กน้อย
ชีวิตก่อนหน้านี้ของกูพูดตรง ๆ เลยนะทุกคน
คือ “นั่งวาดรูปเหมือนพระฤาษีที่หลบเข้าถ้ำ”
คือโลกภายนอกมันเกิดสงคราม เศรษฐกิจขึ้นลง เทคโนโลยีเปลี่ยน โลกหมุนไปดาวอังคารแล้ว
แต่กูนั่งวาดรูปอยู่บ้าน
ประมาณฉากในหนัง The Matrix
ที่คนทั้งโลกอยู่ในระบบ แต่ตัวเอกเพิ่งรู้ว่ามันมีโลกจริง
กูนี่แหละ เพิ่งกินเม็ดสีแดงเมื่อไม่นานนี้
เรื่องมันเริ่มจากวันหนึ่งกูคุยกับพี่ชายคนหนึ่ง แล้วกูก็พูดออกไปประโยคหนึ่งแบบงง ๆ ว่า
“เฮ้ย ที่ผ่านมาเหมือนกูนั่งวาดรูปอย่างเดียวเลยวะ ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกเลย”
แล้วหลังจากนั้นก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า
“การตื่นรู้แบบคนเพิ่งเปิด Google”
ทุกคนต้องเข้าใจก่อนว่า
ศิลปินจำนวนมากมีโรคประจำตัวอย่างหนึ่ง
โรคนี้เรียกว่า
Creative Tunnel Vision
Tunnel vision แปลตรงตัวคือ “การมองผ่านอุโมงค์”
คือเรามองเห็นแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ศิลปินจำนวนมากจะหมกมุ่นกับงานตัวเองมาก
จนโลกภายนอกเหมือนเป็นเสียงทีวีที่เปิดทิ้งไว้
เศรษฐกิจ?
การเมือง?
สังคม?
“เออ เดี๋ยวค่อยดู”
แล้วก็ไม่ได้ดู
จนวันหนึ่งกูเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่คุยเรื่องโลกจริง
ไม่ใช่คุยว่า brush Photoshop อันไหนสวย
เขาคุยเรื่องเศรษฐกิจโลก
คุยเรื่องเทคโนโลยี
คุยเรื่องข่าวต่างประเทศ
กูนั่งอ่านเงียบ ๆ
ไม่คอมเมนต์
ไม่โชว์ฉลาด
เพราะความจริงคือ
“กูยังไม่รู้เรื่อง”
นี่คือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า
Lurking
คำนี้ใช้ในอินเทอร์เน็ต
แปลว่า “แอบอ่านเงียบ ๆ”
คือเข้าไปอ่านทุกโพสต์
แต่ไม่พูดอะไรเลย
เหมือนนินจา
แต่นินจาที่ถือมือถือ
ทีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
กูเริ่มต้องไปอ่านเพิ่ม
เรื่องที่ไม่เคยสนใจ
ต้องไปศึกษา
บางเรื่องเปิดอ่านแล้วสมองร้อง
“เหี้ย นี่โลกเขาคุยกันเรื่องนี้แล้วเหรอ”
แต่แปลกนะทุกคน
พอเริ่มอ่านไปเรื่อย ๆ
มันเหมือนสมองเริ่มเปิด
เหมือนเราไปปลดล็อก skill tree ในเกม
คำว่า Skill Tree
คือระบบในเกม RPG ที่ตัวละครจะพัฒนา ability ใหม่ ๆ ได้เรื่อย ๆ
ชีวิตจริงก็เหมือนกัน
สมองคนเราไม่ได้โง่ถาวร
มันแค่ “ยังไม่อัปเดตแพตช์”
แล้ววันหนึ่งกูก็เพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์
คือที่ผ่านมา
เวลาคุยกับแฟน
กูมักจะทำหน้าที่เป็น “ตัวสร้างความบันเทิง”
เล่าเรื่องตลก
ส่งมุก
คุยเรื่องน่ารัก ๆ
มันก็สนุกดีนะ
แต่วันหนึ่งกูคิดขึ้นมาว่า
เฮ้ย
ถ้าเราอยากเป็นแฟนที่ดีจริง ๆ
เราไม่ควรเป็นแค่ตัวตลกในรายการวาไรตี้
เราควรเป็น “เพื่อนคุยที่คุยได้ทุกเรื่อง”
ทั้งเศรษฐกิจ
สังคม
โลก
ไอเดีย
ชีวิต
ไม่ใช่แค่
“กินข้าวยัง”
พอคิดแบบนั้น
เป้าหมายชีวิตใหม่มันโผล่มาเลย
เป้าหมายแบบ Healthy Goal
คำว่า healthy ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแค่สุขภาพดี
แต่หมายถึง “เป้าหมายที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง”
ไม่ใช่เป้าหมายหลอก ๆ อย่าง
อยากดัง
อยากรวย
อยากโชว์
เป้าหมายของกูตอนนี้ง่ายมาก
อยากเป็นคนที่คุยกับคนที่เรารักได้ทุกเรื่อง
แค่นั้นเอง
แล้วกูก็เพิ่งเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อก่อนกูงอแงใส่คนรัก
เรื่อง “เวลา”
บางคนทำงานระดับบริหาร
หรือเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง
เวลาของเขาไม่ได้เป็นของเขาอย่างเดียว
มันเป็นของบริษัท
ของทีม
ของลูกค้า
ของโลกทั้งใบ
คำว่า Responsibility
แปลว่าความรับผิดชอบ
มันไม่ใช่คำสวย ๆ
มันคือของหนัก
คนที่แบกมันอยู่บางทีเหนื่อยมาก
แล้วกูเพิ่งเข้าใจว่า
บางครั้งการที่เขาไม่ได้ตอบทันที
ไม่ได้แปลว่าเขาไม่แคร์
มันแปลว่า
“ชีวิตจริงมันยุ่ง”
โลกจริงไม่ใช่หนังรัก
มันไม่ใช่ฉากใน Titanic
ที่พระเอกมีเวลายืนกางแขนบนเรือทั้งวัน
ชีวิตจริงพระเอกต้องไปประชุมก่อน
พอเข้าใจตรงนี้
ความน้อยใจก็หายไปครึ่งหนึ่งเลย
แทนที่จะนั่งงอน
กูเลยคิดว่า
งั้นเวลาที่อีกฝ่ายไปทำธุระของเขา
กูจะใช้เวลานั้นพัฒนาสมองตัวเอง
อ่านข่าว
อ่านหนังสือ
เรียนรู้เรื่องใหม่
เพราะความจริงอย่างหนึ่งที่โลกชอบโกหกคนคือ
“ความรักทำให้คนดีขึ้น”
ความจริงคือ
คนต้อง “พัฒนาตัวเอง” ก่อน
ความรักถึงจะดีขึ้น
มันเหมือนนิยายของ Leo Tolstoy ที่ชื่อ Anna Karenina
ที่บอกไว้ว่า
คนเรามักพังเพราะไม่เข้าใจตัวเอง
แต่ถ้าเข้าใจตัวเอง
ชีวิตมันจะเริ่มเข้าที่
สรุปข่าวชีวิตช่วงนี้ให้ทุกคนฟังแบบสั้น ๆ
โลกภายนอกมีเรื่องให้เรียนรู้เยอะกว่าที่ศิลปินขี้เกียจอย่างเราคิด
การแอบอ่านและศึกษาความรู้ใหม่เงียบ ๆ ทำให้สมองอัปเกรดเร็วมาก
ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่แค่คุยสนุก แต่ต้องคุยลึกได้ด้วย
คนที่มีหน้าที่ใหญ่ในชีวิต บางครั้งเขายุ่งจริง ไม่ได้แปลว่าไม่แคร์
เวลาว่างที่อีกฝ่ายไม่อยู่ คือเวลาทองของการพัฒนาตัวเอง
ทั้งหมดนี้ฝรั่งมีสำนวนหนึ่งที่อธิบายได้ดีมาก
Level Up
แปลตรง ๆ คือ “อัปเลเวล”
ชีวิตคนเรามันไม่ต้องชนะใครหรอก
แค่อัปเกรดตัวเองเวอร์ชันเมื่อวาน
ก็ถือว่าเก่งแล้ว
ส่วนกูตอนนี้
ยังเป็นศิลปินคนเดิม
ยังวาดรูป
ยังแต่งเพลง
ยังเขียนอะไรเกรียน ๆ แบบนี้
แต่ต่างจากเมื่อก่อนนิดเดียว
ตอนนี้กูเริ่มสนใจโลกแล้วเว้ย
แล้วแปลกดี
พอสนใจโลก
ชีวิตมันสนุกขึ้นเฉยเลย
เหมือนเพิ่งเปิดด่านใหม่ในเกมชีวิตนั่นแหละทุกคน.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น