"逐玉" หรือ Pursuit of Jade
ซีรีส์จีน "ล่าหยก" ติด Top 10 Netflix แล้วก็เจอดราม่าสงครามวัฒนธรรมกับเกาหลีใต้ทันที อย่างรวดเร็วและฉับพลัน
เรื่องมีอยู่ว่า ล่าหยก (ชื่อจีนคือ "逐玉" หรือ Pursuit of Jade) เป็นซีรีส์ย้อนยุคจีนที่ Netflix เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มาฉายพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่ต้นมีนาคม 2026 นี้เอง พระเอกหล่อ นางเอกก็เก่ง เรื่องก็โรแมนติกใช้ได้ ว่าด้วยหญิงสาวลูกคนขายเนื้อต้องแต่งงานหลอกกับขุนนางตกอับแล้วค่อยๆ ตกหลุมรักกัน สูตรสำเร็จที่ไม่มีทางพัง ฟังดูปกติมากจนกระทั่งชาวเน็ตเกาหลีในเว็บบอร์ด theqoo ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ เปิดตาสังเกตว่าพระเอกใส่อะไรบางอย่างที่คอเสื้อ
สิ่งนั้นคือแถบผ้าสีขาวที่คนเกาหลีเรียกว่า "ทงจอง" (Dongjeong) ซึ่งเป็นปกเสื้อถอดออกได้สีขาวที่ติดอยู่บนชุดฮันบก (Hanbok) ชุดประจำชาติเกาหลี เราอธิบายแบบบ้านๆ ก็คือมันเหมือนปกเสื้อขาวที่ตัดออกมาต่างหากแล้วนำมาประกบไว้ที่คอชุด เป็นเอกลักษณ์ที่คนเกาหลีมองว่าแยกแยะได้ทันทีว่านี่คือฮันบก ไม่ใช่ฮั่นฝู่ (Hanfu) ซึ่งเป็นชุดดั้งเดิมของจีน
ฝั่งจีนก็ออกมาโต้ทันทีว่า อันนั้นไม่ใช่ทงจองของเกาหลี มันคือองค์ประกอบของฮั่นฝู่ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นแล้ว เรียกว่าเป็นเรื่องของมุมมองสองฝั่งที่ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ประกอบ และทั้งคู่ก็ไม่ยอมกัน
จริงๆ ถ้าพูดตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก เพราะทั้งฮั่นฝู่และฮันบกต่างมีต้นกำเนิดที่เชื่อมโยงกัน ฮันบกพัฒนารูปแบบส่วนใหญ่ในยุคโชซอน (Joseon) ซึ่งเกาหลีมีความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการ (Tributary state) กับราชวงศ์หมิงของจีน ชุดราชสำนักเกาหลีในยุคนั้นได้รับอิทธิพลจากหมิงอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็พัฒนาสไตล์เป็นของตัวเองจนแยกออกจากกันชัดเจนในที่สุด ฮั่นฝู่มีปกเสื้อรูปตัว Y ส่วนฮันบกมีปกรูป V พร้อมริบบิ้นผูกโบว์ ฮั่นฝู่มีสีเข้มสลับซับซ้อน ฮันบกนิยมสีขาวและพาสเทล ความแตกต่างมีจริง แต่มันไม่ได้ขาวดำตายตัวเสมอไปในแง่ประวัติศาสตร์
เรื่องนี้ทำให้เราคิดถึง "The Battle of Ownership" (สงครามความเป็นเจ้าของ) ในหนังสือ Sapiens ของ Yuval Noah Harari ที่บอกว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ "เรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นร่วมกัน" (Shared narrative) ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ตายตัว ยิ่งเมื่อสองประเทศมีประวัติศาสตร์ที่ทับซ้อนกันมาหลายพันปี เรื่องของ "ใครเจ้าของวัฒนธรรมที่แท้จริง" ก็ยิ่งกลายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียว แต่มีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนเสมอ
ที่น่าสนใจกว่าคือมุมของ Netflix ในฐานะตัวกลาง เพราะตอนนี้ Netflix กำลังลงทุนกับซีรีส์จีนอย่างหนักมาก หลังจากที่ซีรีส์เกาหลีครองตลาดมาหลายปี ซีรีส์จีนก็เริ่มฉายแบบ Simulcast คือออกพร้อมกันทั่วโลกเลยในปี 2025-2026 นี้ Netflix มองมันเป็นธุรกิจล้วนๆ แต่สำหรับคนเกาหลีที่รู้สึกว่าวัฒนธรรมตัวเองถูกเคลม มันไม่ใช่เรื่องธุรกิจเลยสักนิด
ดราม่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก เคยมีกรณีในพิธีเปิดโอลิมปิกปักกิ่ง 2022 ที่ผู้แสดงชนกลุ่มน้อยแต่งชุดคล้ายฮันบก และกรณีเกมมือถือจีนหลายเกมที่นำองค์ประกอบฮันบกไปใส่โดยไม่ระบุที่มา แต่ละครั้งก็สร้างรอยร้าวสะสมในความรู้สึกของคนเกาหลีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เห็นแถบขาวที่คอเสื้อก็กดปุ่ม Trigger ได้ทันที
ความจริงที่เราอยากบอกทุกคนคือ ในสงครามวัฒนธรรมแบบนี้ ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดมักไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่ Netflix ไม่ใช่ผู้สร้างซีรีส์ แต่คือนักแสดงที่ต้องมาแบกรับกระแสทั้งหมด จางหลิงเฮ่อกับเถียนซีเวยคงไม่ได้ตื่นมาตัดสินใจเรื่อง Costume Design ด้วยตัวเอง แต่ชื่อพวกเขาโดนดึงเข้ามาในดราม่าเรียบร้อย
และสุดท้ายในฐานะคนดูทั่วโลกรวมถึงเรา สิ่งที่ทำได้คือดูซีรีส์โดยรับรู้บริบทประวัติศาสตร์เหล่านี้ไปด้วย ไม่ใช่ดูแบบ Passive consumption (รับสารอย่างเดียวโดยไม่คิด) เพราะวัฒนธรรมที่เราบริโภคทุกวันนั้นไม่ได้ผุดขึ้นมาจากสุญญากาศ มันมาพร้อมกับประวัติศาสตร์และแรงจูงใจที่ซับซ้อนเสมอ
- แถบผ้าเล็กๆ บนเสื้อสามารถเป็นสัญลักษณ์ของอะไรที่ใหญ่กว่ามากในสายตาคนกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกความรู้สึกของผู้อื่นต่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แม้จะดูเล็กน้อยในสายตาเรา
- ประวัติศาสตร์ที่ทับซ้อนกันไม่ได้แปลว่าไม่มีเส้นแบ่ง การเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คล้ายกันเป็นทักษะที่ฝึกได้และมีคุณค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุด อาหาร หรือดนตรี
- Cultural Sensitivity (ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม) ในยุคที่ทุกอย่างเผยแพร่ถึงกันข้ามพรมแดนผ่าน Streaming platform คือทักษะที่ทั้งผู้สร้างคอนเทนต์และผู้ชมควรมี

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น