“Some people are like clouds. When they disappear, it’s a beautiful day.”
เมื่อกี้เราไถฟีดไปเรื่อยๆ แล้วไปเจอประโยคหนึ่งในเธรด มันสั้นมาก แต่คมเหมือนมีดพกของสายลับในหนัง
“Some people are like clouds. When they disappear, it’s a beautiful day.” แปลแบบบ้านๆ “คนบางคนก็เหมือนก้อนเมฆ วันไหนที่เขาหายไป วันนั้นท้องฟ้าจะสวยทันที” ตอนแรกอ่านแล้วก็ขำวะ เพราะมันเป็นคำด่าที่สุภาพมาก สุภาพจนเหมือนคุณครูยิ้มแล้วบอกว่า “เธอออกไปนอกห้องหน่อยนะ เดี๋ยวห้องจะเงียบขึ้น” นี่คือการด่าระดับคลาสสิกของมนุษยชาติ ด่าแบบไม่ต้องใช้คำหยาบ แต่คนโดนอ่านแล้วเจ็บจี๊ดเหมือนเหยียบเลโก้ตอนตีสอง ถ้าแปลเชิงวรรณกรรมหน่อย ประโยคนี้ใช้สิ่งที่เรียกว่า metaphor (อุปมาเชิงเปรียบเทียบ) คือการเอา “เมฆ” มาแทน “คนที่ทำให้ชีวิตหม่น” เมฆในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเมฆจริงๆ แต่มันคือคนประเภทที่พอเข้ามาในชีวิตแล้วฟ้าครึ้มทันที บางคนพลังลบแรงมาก เข้าห้องมาอากาศเหมือนหนังซอมบี้ ยังไม่ทันพูดอะไร แต่ทุกคนในห้องรู้สึกเหมือนเพลงประกอบกำลังจะขึ้นแบบหนังสยองขวัญ ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่อง Winnie the Pooh จะมีตัวละครชื่อ Eeyore ลาเศร้าๆ ที่เดินไปไหนก็พูดว่า “ชีวิตช่างเศร้าเหลือเกิน” คนบางคนในชีวิตจริงก็ประมาณนั้น แต่เวอร์ชันที่หนักกว่า เพราะ Eeyore อย่างน้อยยังน่ารัก แต่บางคนคือเอาความหม่นมาทำเป็นอาชีพ จริงๆ ในจิตวิทยาสมัยใหม่มีคำเรียกคนแบบนี้ว่า Emotional Vampire (แวมไพร์ทางอารมณ์) ไม่ได้ดูดเลือด แต่ดูดพลังใจ อยู่ใกล้แล้วเหนื่อย คุยแป๊บเดียวเหมือนแบตมือถือเหลือ 3% คนแบบนี้ไม่ได้แค่บ่นนะ แต่เขาจะมีสกิลพิเศษคือทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องแย่ วันนี้ฝนตก เขาจะบอกว่าโลกกำลังพัง วันนี้แดดออก เขาจะบอกว่าโลกร้อน วันนี้ทุกอย่างดี เขาจะบอกว่า “เดี๋ยวก็ซวย” พูดง่ายๆคือมี Negativity Bias (แนวโน้มสมองที่โฟกัสเรื่องลบ) แบบโอเวอร์โหลด จริงๆ สมองมนุษย์ทุกคนมี bias นี้ เพราะสมัยโบราณต้องระวังเสือมากกว่าดอกไม้ แต่บางคนอัปเกรดมันเป็นเวอร์ชัน “พรีเมียม” เหมือนลง DLC ความดราม่าเพิ่ม ทีนี้ประโยคเมฆนี้มันเลยแสบตรงที่ว่า มันไม่ได้บอกให้ไปเกลียดใคร มันแค่บอกว่า บางครั้ง ชีวิตเราสวยขึ้น เพราะใครบางคน “หายไป” ฟังดูใจร้ายเนอะ แต่ถ้าอ่านวรรณกรรมโลกหลายเรื่อง มันเป็นธีมที่โผล่บ่อยมาก ในนิยาย Don Quixote ของ Cervantes มีช่วงหนึ่งที่ตัวละครเริ่มแยกจากคนที่ทำให้ชีวิตเขาวุ่นวาย แล้วโลกเขาก็เริ่มชัดขึ้น หรือใน The Little Prince (เจ้าชายน้อย) จิ้งจอกสอนว่า “เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราผูกพัน” แต่จิ้งจอกไม่ได้บอกว่า เราต้องรับผิดชอบต่อทุกคนบนโลก นี่คือบทเรียนสำคัญของผู้ใหญ่ ชีวิตไม่ใช่รถเมล์สายบุญ ที่ต้องรับทุกคนขึ้นมา บางคน เราแค่โบกมือแล้วปล่อยให้เขานั่งแท็กซี่ไปต่อก็พอ คำศัพท์หนึ่งที่คนยุคนี้ใช้บ่อยคือ Boundary (ขอบเขตส่วนตัว) แปลแบบง่ายมาก คือเส้นที่บอกว่า อะไรที่เราโอเค อะไรที่เราไม่โอเค ถ้าไม่มี boundary คนอื่นจะเข้ามาเดินในชีวิตเราเหมือนห้างเปิดใหม่ แล้วเราจะเหนื่อยโดยไม่รู้ว่าทำไม หลายคนคิดว่าการห่างจากคนบางคนคือความใจร้าย แต่จริงๆ บางครั้งมันคือ Self-respect (การเคารพตัวเอง) เหมือนเราดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ ถ้า Batman ต้องคุยกับ Joker ทุกวัน ชีวิตมันคงบ้าไปแล้ว บางศัตรู ต้องจัดการด้วยการ “ไม่ยุ่ง” นี่แหละกลยุทธ์ระดับอาจารย์ ในภาษาอังกฤษมีอีกสำนวนหนึ่ง Good riddance แปลประมาณว่า “ดีแล้วที่มันไปซะที” ฟังดูแรง แต่บางครั้งชีวิตก็ต้องพูดแบบนั้นในใจบ้าง เพราะความจริงที่คนไม่ค่อยพูดคือ พลังงานของคนรอบตัว มีผลต่อสมองเราจริงๆ งานวิจัยด้าน neuroscience พบว่า สมองมนุษย์มี mirror neurons (เซลล์ประสาทเลียนแบบ) มันทำให้เรา “ติดอารมณ์” จากคนรอบตัวได้ ถ้าอยู่กับคนที่บ่นตลอด สมองเราจะเริ่มมองโลกแบบนั้นโดยอัตโนมัติ นี่ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณลอยๆ แต่มันคือชีววิทยาของสมอง เพราะงั้น การเลือกคนรอบตัว คือการเลือกสภาพอากาศของชีวิต บางคนเป็นแดด บางคนเป็นลมเย็น บางคนเป็นพายุฝนฟ้าคะนองระดับหนัง Godzilla และบางคน ก็เป็นเมฆ เมฆไม่ได้ผิดอะไร มันก็แค่บังแดด แต่ถ้าเมฆก้อนนั้นบังชีวิตเราตลอด วันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงแบบสุภาพว่า เออ ถ้ามึงจะลอยไปที่อื่น ฟ้ากูน่าจะสวยขึ้นนะเว้ย แล้ววันนั้นแหละ ทุกคนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วรู้สึกว่า โลกไม่ได้มืดอย่างที่คิด มันแค่มีเมฆบางก้อน ที่ลอยมาบังอยู่พักหนึ่งเท่านั้นเอง แนวคิดจากโพสต์: คนบางคนเหมือนเมฆ เมื่อหายไป ชีวิตกลับสดใส บทเรียนพัฒนาตัวเอง: เลือกคนรอบตัวให้ดี พลังงานของคนมีผลต่อสมองและอารมณ์ คำสำคัญ: Emotional Vampire (คนดูดพลังใจ), Boundary (ขอบเขตส่วนตัว), Self-respect (การเคารพตัวเอง) ข้อคิด: การปล่อยบางคนออกจากชีวิต ไม่ใช่ความใจร้าย แต่เป็นการดูแลสภาพอากาศของหัวใจเราเอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น