Themis no Futashikana Hotei
เมื่อคืนเรานั่งไถฟีดแบบไม่คิดอะไร เจอคลิปฉากหนึ่งจากเรื่อง Themis no Futashikana Hotei แล้วแบบ… เออ กูหยุดดูเฉย น้ำตาซึมเฉย ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะอินขนาดนั้น
ฉากมันไม่ได้ตะโกนใส่หน้าคนดู ไม่ได้ใส่ดนตรีบีบหัวใจ แต่เป็นซีนเงียบๆ ที่พระเอกคิดกับตัวเองว่า
“ผมไม่ได้ปกติหรอก ผมแกล้งทำตัวให้ปกติต่างหาก”
จบ ประโยคเดียว เกมโอเวอร์ เราก็เป็น เราเข้าใจ
พระเอกเป็นผู้พิพากษา เป็นอาชีพที่ต้อง “ดูน่าเชื่อถือ” แบบห้ามพลาด ห้ามแปลก ห้ามมีคำถามในใจคนอื่น แต่เขาดันมี ASD (Autism Spectrum Disorder – ภาวะออทิสติกสเปกตรัม) กับ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder – ภาวะสมาธิสั้น) ซึ่งไม่ใช่โรคประหลาด ไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญา แต่เป็นความแตกต่างของการทำงานของสมอง
สมองเขาโฟกัสได้ดีมาก…ทีละอย่าง
และโลกจริงแม่งไม่เคยให้เราทำทีละอย่าง
วันหนึ่งเขาพลาด เพราะสถานการณ์มันชุลมุน หลายเรื่องเกิดพร้อมกัน รูปคดีเลยพลิก งานที่ตั้งใจทำดี กลับกลายเป็นความผิดพลาด แล้วสิ่งที่เจ็บไม่ใช่เสียงด่า แต่คือเสียงในหัวตัวเองที่บอกว่า
“อยากขอโทษทุกคน แต่ผมเป็นแบบนี้ ผมเลี่ยงไม่ได้”
ตรงนี้แหละที่แม่งแทงใจ เพราะชีวิตจริงของพวกเราหลายคนก็เป็นแบบนี้
ไม่ได้ตั้งใจทำพัง
ไม่ได้อยากเป็นภาระ
ไม่ได้อยากทำให้ใครผิดหวัง
แต่เราต้อง “masking” (การแกล้งทำตัวให้เหมือนคนทั่วไป เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าแปลก) ทุกวัน
ยิ้มทั้งที่เหนื่อย
ตั้งใจฟังทั้งที่หัวล้า
ทำเหมือนโอเค ทั้งที่ข้างในวุ่นวายเป็นตลาดนัด
เรื่องนี้ไม่ได้ขายดราม่าแบบร้องไห้โฮ แต่มันขายความก้ำกึ่ง ตัวละครของ Kenichi Matsuyama ไม่ได้แปลกจนคนอื่นรังเกียจ แต่ก็ไม่เนียนจนกลืนหายไปกับฝูงชน มันเป็นโซนสีเทาๆ ที่เล่นโคตรยาก เหมือนเดินบนเชือกแบบไม่ให้คนดูรู้ว่าเมื่อกี้เกือบตก
แล้วเขาเอาอยู่จริง
คดีในเรื่องก็ไม่ได้มาด้วยจุดหักมุมตู้มเดียว แต่จะเป็นจุดเล็กๆ ที่พระเอก “เอ๊ะ” เหมือนเชอร์ล็อกที่ไม่ได้ชี้นิ้วใส่ใคร แต่เงียบๆ แล้วพูดว่า
“มันมีอะไรไม่เข้าที่นะ”
จุดเล็กแบบนี้แหละที่เปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งคดี เหมือนชีวิตจริงที่บางทีเราไม่ได้ต้องเก่งกว่าใคร แค่สังเกตลึกกว่าอีกนิด
ถ้าจะมองให้ลึกกว่านั้น เรื่องนี้แม่งใกล้กับวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง The Stranger ของ Camus มาก ตัวละครไม่ได้เป็นฮีโร่ขาวสะอาด แต่เป็นมนุษย์ที่พยายามอยู่กับโลกที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเขา และต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง แม้จะรู้ว่าตัวเองมีข้อจำกัด
ข้อมูลจริงที่หลายคนอาจไม่รู้คือ
คนที่มี ASD หรือ ADHD จำนวนมากมี hyperfocus (โฟกัสลึกมากในสิ่งที่สนใจ) ซึ่งเป็นจุดแข็งมหาศาลในงานวิเคราะห์ งานกฎหมาย งานวิจัย เพียงแต่ระบบการทำงานส่วนใหญ่ของโลกไม่ค่อยออกแบบมาให้รองรับสมองแบบนี้ เลยทำให้คนเก่งจำนวนมากต้อง “แกล้งเป็นคนธรรมดา” เพื่อเอาตัวรอด
พูดง่ายๆ คือ โลกไม่ได้แฟร์ แต่เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในมัน
ดูเรื่องนี้แล้วเรานึกถึงประโยคใน Spider-Man ที่ลุงเบนบอกว่า
“With great power comes great responsibility”
แต่เรื่องนี้มันแอบเพิ่มประโยคต่อท้ายในใจเราเองว่า
“With great difference comes great loneliness” (เมื่อความแตกต่างมันมาก ความโดดเดี่ยวก็มักมาด้วย)
สรุปแบบข่าวขั้นต้น แต่เอาไปใช้พัฒนาตัวเองได้จริง
เราไม่มีวันรู้หรอกว่าทุกคนแบกอะไรไว้ข้างใน
ความผิดพลาดบางอย่างไม่ได้มาจากความเลว แต่มาจากข้อจำกัด
การดู “ปกติ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่เจ็บ”
จุดเล็กๆ ที่เราสังเกตได้ อาจเป็นจุดใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตใครบางคน
สุดท้ายนี้ ถ้าทุกคนรู้สึกว่าตัวเองต้องฝืนเป็นอะไรบางอย่างทุกวัน ขอให้รู้ไว้อย่างหนึ่ง
การที่เราไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราไร้ค่า
มันอาจแปลว่า โลกยังออกแบบพื้นที่ให้เราไม่เก่งพอแค่นั้นเอง
และถ้าวันไหนเผลอพลาด อย่าเพิ่งด่าใจตัวเองแรงนัก
บางที…เราก็แค่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่พยายามใช้ชีวิตในโลกที่ซับซ้อนเกินไปวะเว้ย


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น