ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่าเรืออิหร่านลำหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เลยยิงสกัด
ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่าเรืออิหร่านลำหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เลยยิงสกัด มีเฮลิคอปเตอร์ติดขีปนาวุธ Hellfire (ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่พื้นที่ใช้มากในอิรักและอัฟกานิสถาน) ยิงโดนเรืออิหร่านไป 2 ลูก แต่เรือ Lincoln ไม่มีความเสียหายอะไรเลย และจะเดินหน้าปฏิบัติการ Operation Epic Fury ต่อไปตามปกติ
ฝั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านบอกว่า ไม่ไม่ไม่ ความจริงคือกูยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ Lincoln จนเสียหายหนักมาก บินไม่ได้ รบไม่ได้ ต้องล่าถอยออกจากอ่าวอาหรับไปเลย
เรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงแนวคิด Rashomon Effect ของอากิระ คุโรซาวา ที่ว่าเหตุการณ์เดียวกัน แต่แต่ละคนเห็นคนละเรื่อง คนละภาพ คนละความจริง ซึ่งในสนามรบจริงๆ มันเกิดขึ้นตลอดเวลา
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเหตุการณ์คือ วิธีการสื่อสารของสองฝ่าย อิหร่านพูดอย่างมั่นใจว่าทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ใหญ่ระวาง 100,000 ตันเสียหายหนัก แต่ไม่มีภาพ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีรายละเอียดความเสียหาย ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้เลย ซึ่งในทางยุทธศาสตร์การสื่อสาร (strategic communication) มันก็น่าคิดเหมือนกันว่าทำไม
ความจริงอีกชั้นหนึ่งที่บทความนี้ไม่ได้พูดถึงคือเรื่อง USS Gerald Ford อีกลำ ที่เกิดไฟไหม้แผนกซักรีดบนเรือในวันก่อนหน้า ซึ่งกองทัพยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการรบ แต่นี่ถือเป็นปัญหาครั้งที่สองของ Ford ในการประจำการครั้งนี้แล้ว ก่อนหน้านี้มีปัญหาระบบสุขาภิบาลบนเรือด้วย ซึ่งถ้าพูดตรงๆ คือเรือบรรทุกเครื่องบินราคาแสนล้านบาทแต่ห้องน้ำอุดตัน มันฟังดูเหมือนหนังตลก แต่มันเป็นเรื่องจริง
USS Gerald Ford เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ราคาประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณสี่แสนล้านบาท ใช้เทคโนโลยีใหม่หมด ทั้งระบบดีดเครื่องบินด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (EMALS) และระบบอาวุธอัตโนมัติ แต่ตั้งแต่ปล่อยเรือมาก็มีปัญหาด้านเทคโนโลยีใหม่ตลอด ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมพูดมานานว่าเทคโนโลยีล้ำเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้เสมอ
ในภาพรวม สงครามข้อมูล (information warfare) ระหว่างสองฝ่ายนี้สำคัญไม่แพ้สงครามจริง เพราะอิหร่านต้องการแสดงให้โลกเห็นว่าตัวเองสามารถสู้รบกับมหาอำนาจได้ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการรักษาภาพลักษณ์ความไม่พ่ายแพ้ของกองทัพเอาไว้ ทุกคนจึงได้ยินแต่เรื่องราวที่แต่ละฝ่ายอยากเล่า ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
- เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่าอย่าเชื่อข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งทันที โดยเฉพาะในช่วงสงคราม เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงจูงใจในการบิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ของตัวเอง การรอหลักฐานยืนยันจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจเชื่อถือข้อมูลใดๆ คือทักษะที่ทุกคนควรมีในยุคนี้
- Fog of War (ความสับสนในสนามรบ) ทำให้ความจริงหาได้ยาก แต่การรู้ว่าตัวเองไม่รู้ความจริงคือจุดเริ่มต้นของปัญญาที่แท้จริง
- Information Warfare, Strategic Communication, Fog of War, Rashomon Effect

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น