A tales of two sisters
A tales of two sisters
2 ปีก่อนมีคนมาท้าให้ดูหนังเรื่องนี้ โทรมาบอกเราว่า “มึงต้องดูเรื่องนี้นะ สนุก” น้ำเสียงแบบคนเพิ่งค้นพบขุมทรัพย์ลับในป่าลึก เราก็แบบ เออ สนุกจริงเปล่าวะ? ขอลองดูหน่อย
เรื่องนั้นก็คือ ตู้ซ่อนผี หรือชื่อเกาหลีว่า 장화, 홍련 (Janghwa, Hongryeon) ผลงานของ Kim Jee-woon
เรากดดูใน Netflix ด้วยความคาดหวังว่า เออ เดี๋ยวมึงต้องเจอผีโผล่ ตุ้งแช่ เสียงดังปัง ๆ แบบ Ju-On: The Grudge แน่นอน
สรุปคือ…
ไม่มี
เงียบกริบ
แต่เสือกหลอนชิบหาย
มันไม่ใช่หนังผีแบบ “ตกใจ” แต่มันเป็นหนังผีแบบ “ค่อย ๆ คลานเข้ามานั่งในหัวมึง” แล้วไม่ยอมออกไปไหนเลย
เราเลยนั่งดูไป งงไป แม่ที่ดูด้วยก็หันมามองหน้ากูแบบ
“มันเกิดอะไรขึ้นวะ”
กู: “ไม่รู้ แต่กูรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ”
นี่แหละคำว่า psychological horror (สยองขวัญเชิงจิตวิทยา = หลอนที่ใจ ไม่ใช่หลอนที่ตา) ของจริง
หนังมันเล่าเรื่องสองพี่น้องกลับบ้านหลังออกจากโรงพยาบาลจิตเวช แล้วก็มีแม่เลี้ยงที่ดูยังไงก็ไม่ปกติ บ้านก็เหมือนบ้านธรรมดา แต่บรรยากาศแม่งเหมือนมีอะไร “เน่าอยู่ข้างใน” เหมือนตู้เย็นที่ปิดไว้ดี ๆ แต่พอเปิดออกมา อ้าว ซากไก่ตายคาอยู่ข้างใน
ทีนี้ปัญหาคือ…
กูดูไม่รู้เรื่อง
ไม่ใช่ว่าหนังแย่นะ แต่มันเล่าแบบ non-linear (ไม่เรียงลำดับเวลา) แล้วก็เล่นกับมุมมองความจริง (reality vs perception = ความจริง vs สิ่งที่ตัวละครรับรู้) จนสมองเรานี่แบบ error 404
สุดท้ายต้องไปไถอ่านรีวิวในเน็ต
แล้วพออ่านจบเท่านั้นแหละ
“เชี่ย…หนังดีสัส”
นี่แหละสิ่งที่น่าสนใจมาก หนังบางเรื่องมันไม่ได้ตั้งใจให้มึง “เข้าใจทันที” แต่มันอยากให้มึง “รู้สึกก่อน แล้วค่อยเข้าใจทีหลัง”
เหมือนเวลาชีวิตพัง ๆ ตอนนั้นมึงก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พอผ่านไปแล้วมึงย้อนกลับมาดู อ้าว…กูโตขึ้นเฉยเลย
หนังเรื่องนี้มันพูดเรื่อง “trauma” (ปมทางใจ) แบบไม่ตะโกนใส่หน้า แต่ค่อย ๆ หยดใส่สมองทีละหยด เหมือนน้ำหยดใส่หิน จนสุดท้ายหินมันเป็นรู
เราว่ามันโคตรคล้ายวรรณกรรมอย่าง The Turn of the Screw ที่มึงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เห็นมันคือผีจริง หรือเป็นแค่จิตใจคนที่เริ่มพัง
หรือถ้าให้พูดแบบบ้าน ๆ คือ
บางที “ผี” ที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ผีในบ้าน
แต่เป็น “ความทรงจำ” ที่มึงเก็บไว้ในหัวตัวเอง
แล้วมันไม่เคยออกไปไหนเลย
สิ่งที่เราชอบมากคือ หนังมันไม่ได้หลอกมึงด้วยเสียงดัง แต่มันหลอกมึงด้วย “ความเงียบ”
เงียบจนมึงเริ่มคิดเอง
คิดจนมึงเริ่มกลัวเอง
เหมือนตอนปิดไฟแล้วจ้องกระจก
ไม่มีอะไรหรอก
แต่มึงก็ยังกลัว
เพราะสมองมึงมันเริ่มเขียนเรื่องเองแล้ว
ตรงนี้แหละที่โคตรอัจฉริยะ
เพราะโดยหลักจิตวิทยา สมองคนเรากลัว “สิ่งที่ไม่รู้” มากกว่าสิ่งที่เห็นชัด ๆ
เรียกว่า fear of the unknown (ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก)
ซึ่งแรงกว่าผีโผล่ตุ้งแช่เยอะ
พูดง่าย ๆ คือ
ถ้ามีผีโผล่มึงยังวิ่งหนีได้
แต่ถ้ามึง “ไม่รู้ว่ามีอะไร” มึงจะนั่งระแวงทั้งคืน
ชีวิตจริงก็เหมือนกัน
หลายครั้งที่เราทุกคนไม่ได้ทุกข์เพราะความจริง
แต่ทุกข์เพราะ “เรื่องที่เราคิดไปเอง”
อันนี้กูไม่ได้ดราม่านะ แต่มันคือ fact ล้วน ๆ
เหมือนมึงอ่านข้อความแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบ
มึงก็เริ่มแต่งนิยายละ
ทั้งที่อีกฝั่งอาจแค่ไปอาบน้ำ
นี่แหละ overthinking (คิดมากเกินไป) เวอร์ชันชีวิตจริง
สุดท้าย หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบทุกอย่างแบบป้อนข้าวเข้าปาก
แต่มันให้ “พื้นที่” ให้มึงคิดเอง
ซึ่งบางคนอาจจะงง
แต่บางคนจะรู้สึกว่า เออ มันลึกดี
สำหรับเรา มันคือหนังที่ดูรอบแรก “งง”
รอบสอง “เริ่มเข้าใจ”
รอบสาม “เชี่ย กูเข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้นเฉย”
เหมือนโดน plot twist ไม่ใช่แค่ในหนัง แต่ในชีวิตตัวเองด้วย
หนังผีเกาหลีแนวใหม่เน้น psychological horror มากขึ้น ไม่พึ่ง jump scare แบบเดิม
เทรนด์หนังสมัยนี้ชอบเล่าแบบ non-linear และ unreliable narrator (ผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้) เพื่อให้คนดูมีส่วนร่วมคิด
คนดูยุคใหม่เสพสื่อแบบ “ดูแล้วไปค้นต่อ” มากขึ้น ทำให้หนังที่ซับซ้อนมีพื้นที่มากขึ้นในตลาด
การเข้าใจอารมณ์ตัวเองและ trauma กลายเป็นทักษะสำคัญของคนยุคนี้ (emotional awareness = การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง)
สรุปแบบบ้าน ๆ เลยนะทุกคน
หนังเรื่องนี้สอนเราว่า
บางทีสิ่งที่หลอนที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่ผี
แต่เป็น “สิ่งที่เรายังไม่กล้าเผชิญในใจตัวเอง”
และถ้ามึงกล้าหันไปมองมันตรง ๆ
วันนึงมันจะเลิกหลอกมึงเอง
แต่ถ้ามึงยังหนี…
มันจะนั่งรอมึงอยู่ใน “ตู้” เงียบ ๆ นั่นแหละ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น