มึงใช้ AI เพราะมึงอ้างว่ามึงเป็นไบโพล่า

 เหมือนทุกครั้ง กูขอเล่าก่อนว่า “กูเป็นใคร” เผื่อบางคนเพิ่งหลงเข้ามาแล้วคิดว่าไอ้นี่มันใครวะ ทำไมพิมพ์เหมือนคนโดนไล่ไปกินชานมหน้าปากซอย

กูชื่อมุ่ย
จบสถาปัตย์จุฬาฯ
เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวิทยากรให้ตั้งแต่เอกชนยันระดับกระทรวง
ได้รางวัล Asia Graph Award ด้านดิจิทัลอาร์ตมา 3 สมัย
เคยมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเองชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน”
ยุค NFT ก็เคยขายเป็นร้อยชิ้น
งานเคยขึ้นบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ
ลงแม็กกาซีนทั้งไทยและต่างประเทศ
ออกทีวีหลายช่อง
วาดรูป แต่งเพลง ทำคอนเทนต์ ทำแม่งทุกอย่างที่เอาศิลปะไปยำได้
พูดง่ายๆ คือ กูไม่ได้เพิ่งจับปากกาเมื่อวาน แล้ววันนี้อยู่ดีๆ ก็เปิด Midjourney แล้วเรียกตัวเองว่า Artist
ทีนี้เข้าเรื่อง
มีคนด่ากูว่า
“มึงใช้ AI เพราะมึงอ้างว่ามึงเป็นไบโพล่า”
ฟังแล้วกูนั่งนิ่งแป๊บนึง…
แล้วก็ขำ
คือมึงเข้าใจอะไรผิดตั้งแต่ต้นเรื่องเลยเว้ย
กูไม่ได้ “หนี” มาหา AI
กู “วิ่ง” มาหา AI ด้วยความสนุก
มันเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
แต่ของเล่นชิ้นนี้มันเสือกเป็นของเล่นที่ต่อจักรวาลได้
คำว่า AI ในที่นี้ ถ้าอธิบายง่ายๆ ให้เด็กประถมเข้าใจ
มันคือ “โปรแกรมที่เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลแล้วเอามาสร้างของใหม่”
(Training = การฝึกให้มันจำรูปแบบ / Pattern)
ปัญหาคืออะไร?
ปัญหาคือ Data (ข้อมูล) ที่มันไปเรียนมา
มันไม่ได้ขออนุญาตทุกคนแบบ 100%
โอเค อันนี้จริง
แล้วกูรู้สึกผิดไหม?
กูตอบแบบไม่โลกสวยเลยนะ
ไม่
เพราะอะไร?
เพราะทุกคนอยู่ในเกมนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งรู้ตัว
ทุกคนที่เล่น Facebook
ทุกคนที่เสิร์ช Google
ทุกคนที่กดไลก์รูปแฟนเก่าแล้วไปส่องแฟนใหม่
มึงโดนเก็บ Data หมด
คำว่า Data Scraping (การดึงข้อมูลจำนวนมากจากอินเทอร์เน็ตแบบอัตโนมัติ)
มันไม่ได้เพิ่งเกิดเพราะ AI
มันมีมานานแล้ว
และมันเกิดขึ้นกับ “ทุกคน”
เพียงแต่ก่อนหน้านี้
มันเอาไปใช้ยิงโฆษณา
ตอนนี้
มันเอามาสร้าง “ศิลปะ”
แล้วจู่ๆ คนก็ moral สูงขึ้นมาเฉยเลย
อันนี้กูไม่ได้บอกว่ามันถูกนะ
แต่กูกำลังบอกว่า “สนามมันเอียงมาตั้งแต่แรกแล้ว”
ถ้าจะโกรธ
มึงต้องโกรธทั้งระบบ
ไม่ใช่เลือกโกรธแค่คนที่ “ใช้เครื่องมือ”
มันเหมือนฉากใน Spider-Man
ตอนที่คนทั้งเมืองหันไปโทษไอ้เด็กใส่หน้ากาก
แต่ลืมไปว่าระบบแม่งพังมาตั้งแต่ต้น
ทีนี้กลับมาที่กู
กูใช้ AI กับงานวาดมือ
เพราะกูสนุกกับมัน
เพราะมันทำให้กู “คิดใหม่”
ในวงการสร้างสรรค์มีคำหนึ่งเรียกว่า
Creative Destruction (การทำลายเพื่อสร้างใหม่)
มันคือการที่ของใหม่เข้ามาแล้วเขย่าของเก่า
จนเกิดรูปแบบใหม่ที่แม่งไม่เคยมีมาก่อน
เหมือนตอนกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้น
จิตรกรเคยโดนด่าว่า “งานมึงจะตายแล้ว”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
Impressionism, Abstract, Surrealism
ศิลปะแม่งยิ่งบ้า ยิ่งลึก ยิ่งโคตรมนุษย์
AI ก็เหมือนกัน
มันไม่ได้ฆ่าศิลปิน
มันฆ่า “ศิลปินที่หยุดพัฒนา”
อันนี้พูดตรงๆ เจ็บๆ
แล้วเรื่องไบโพล่า?
กูไม่เคยใช้มันเป็นข้ออ้าง
แต่มันเป็น “บริบทชีวิต”
เหมือนนักวิ่งบางคนมีแผลที่เข่า
เขาเลยเลือกรองเท้าที่มันซัพพอร์ตมากขึ้น
AI สำหรับกู
มันคือ “รองเท้า”
ไม่ใช่ “ข้ออ้าง”
และถ้ามึงยังคิดว่าใช้ AI = โกง
งั้นกูถามกลับแบบโง่ๆ เลยนะ
Photoshop ล่ะ?
Brush preset ล่ะ?
Auto-tune ล่ะ?
หรือเราจะย้อนกลับไปวาดสีจากหินบดดี?
สุดท้ายกูไม่ได้จะ convince ใคร
(Convince = ทำให้เชื่อหรือยอมรับ)
กูแค่เล่าให้ทุกคนฟังว่า
โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
และมันไม่ได้ขออนุญาตใครก่อนเปลี่ยน
.
สรุปข่าวแบบบ้านๆ แต่เอาไปใช้พัฒนาตัวเองได้
AI ไม่ได้เพิ่งมีประเด็นเรื่อง Data แต่มันแค่ “ทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่โผล่ขึ้นมา”
ทุกคนเคยโดนเก็บข้อมูลมาก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่เคยสนใจ
คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ “เก่งที่สุด” แต่คือคนที่ “ปรับตัวเร็วที่สุด” (Adaptability = ความสามารถในการปรับตัว)
เครื่องมือไม่เคยผิด วิธีใช้ต่างหากที่กำหนดคุณค่า
ถ้ามัวแต่เถียงว่าอะไรถูกหรือผิด โดยไม่ลงมือเรียนรู้ สุดท้ายจะกลายเป็นคนดูโลกเปลี่ยนไปเฉยๆ
.
กูทิ้งท้ายแบบนี้
AI ไม่ใช่อนาคต
มันคือ “ปัจจุบัน” ที่บางคนยังไม่ยอมรับ
และในขณะที่บางคนยังเถียงว่าใช้ดีไหม
บางคนเขาเอามันไปสร้างโลกใหม่แล้ว
คำถามไม่ใช่ “มันถูกไหม”
คำถามคือ
“มึงจะใช้มันทำอะไร”

ความคิดเห็น