ศิลปะแห่งการเยียวยา

 เหมือนอย่างเคย กูขอแนะนำตัวก่อน เผื่อบางคนเพิ่งหลงเข้ามาแล้วงงว่ามึงเป็นใครวะ

กูชื่อมุ่ย จบสถาปัตย์จุฬาฯ เคยยืนหน้าห้องสอนเด็กมาแล้วหลายที่ เป็นวิทยากรให้ตั้งแต่สถาบันยันกระทรวง เอาง่ายๆ คือชีวิตผ่านทั้งห้องเรียน ห้องประชุม และห้องนอนที่นั่งทำงานยันเช้า
กูได้รางวัล Asia Graph ด้านดิจิทัลอาร์ตมา 3 สมัย มีพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน” เคยขาย NFT เป็นร้อยชิ้น งานไปโผล่ทั้งแม็กกาซีนไทย-นอก และเคยขึ้นบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ แบบที่มึงขับรถผ่านแล้วไม่รู้หรอกว่านั่นงานกู
กูวาดรูป เขียนหนังสือ แต่งเพลง แล้วก็ยังนั่งคุยกับตัวเองอยู่ทุกวันว่า “มึงจะเอายังไงกับชีวิตต่อดีวะ”
โอเค พอรู้จักกันคร่าวๆ แล้ว เข้าเรื่อง
ช่วงนี้กูแม่งอินกับคำว่า “ศิลปะแห่งการเยียวยา” มาก
ภาษาอังกฤษเขาเรียก “Art of Healing”
คำว่า Healing แปลตรงๆ คือ “การรักษา” แต่จริงๆ มันไม่ใช่การรักษาแบบกินยาแล้วหาย มันคือการค่อยๆ เอาเศษตัวเองที่แตกอยู่ มาต่อกลับให้มันพออยู่ได้
แล้วเครื่องมือของกูไม่ใช่หมอ ไม่ใช่นักจิต
แต่เป็น “Collage”
Collage คืออะไร
เอาง่ายๆ แบบเด็กประถมเข้าใจเลยนะ มันคือการ “แปะ”
เอารูปนู่นนี่ที่ไม่เกี่ยวกัน มาตัด มาปะ มาชนกัน แล้วดันออกมาเป็นอะไรบางอย่างที่แม่ง…โคตรใช่
ซึ่งมันตลกมากนะ
ชีวิตจริงมึงพยายามจัดทุกอย่างให้เป๊ะ ให้เข้าที่
แต่พอเป็นศิลปะ มึงกลับเอาของมั่วๆ มาชนกัน แล้วดันสวย
นี่แหละ irony (ไอ-โร-นี่ = ความย้อนแย้งแบบเจ็บๆ) ของชีวิต
บางวันกูไม่ได้อยากคิดอะไรเลย
ไม่ได้อยากเข้าใจโลก ไม่ได้อยากเข้าใจคน
กูแค่เปิดไฟล์ แล้วเริ่มลากรูปมาวาง
ภาพหนึ่งอาจจะเป็นดอกไม้
อีกภาพเป็นตึกพัง
อีกภาพเป็นหน้าคนที่ไม่มีตา
ฟังดูเหมือนหลอน แต่จริงๆ มันคือการ “จัดระเบียบความรู้สึก” แบบที่ไม่ต้องพูด
มีงานวิจัยด้าน neuroscience (ประสาทวิทยา) บอกว่า
เวลามนุษย์ทำงานศิลปะ สมองส่วนที่เกี่ยวกับความเครียดจะลดการทำงานลง
และสมองส่วนที่เรียกว่า default mode network (เครือข่ายความคิดอัตโนมัติ) จะเริ่มจัดเรียงความทรงจำใหม่
แปลเป็นภาษาคนง่ายๆ คือ
มึงไม่ต้องเข้าใจตัวเองก็ได้
แค่ทำอะไรบางอย่าง สมองมันจะค่อยๆ จัดของให้เอง
เหมือนห้องรกๆ ที่มึงไม่อยากเก็บ
แต่จู่ๆ มีแม่บ้านล่องหนมาเก็บให้เฉย
Collage สำหรับกูเลยไม่ใช่งานศิลปะ
แต่มันคือ “พื้นที่ปลอดภัย”
พื้นที่ที่มึงจะมั่วก็ได้
พังก็ได้
ไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้
แล้วที่โคตรพีคคือ
บางชิ้นที่กูทำตอนงงๆ มั่วๆ
เสือกกลายเป็นงานที่คนชอบที่สุด
มันทำให้กูนึกถึงฉากหนึ่งใน Spider-Man: Into the Spider-Verse
ตอนที่ไมล์สยังยิงใยไม่ได้ แล้วแม่งก็พูดว่า “เมื่อไหร่กูจะพร้อมวะ”
คำตอบคือ “ไม่มีคำว่าพร้อม มึงแค่กระโดด”
ศิลปะก็เหมือนกัน
ไม่มีคำว่าพร้อม
มีแค่มึงเริ่ม
แล้วเดี๋ยวมันจะพามึงไปเอง
กูเคยคิดว่างานที่ดีต้องมาจากการควบคุม
ต้องวางแผน ต้องเป๊ะ ต้องคิดมาแล้วทุกจุด
แต่พอทำ Collage ไปเรื่อยๆ กูเริ่มสงสัยว่า
หรือจริงๆ แล้ว งานที่ “มีชีวิต” มันมาจากความไม่สมบูรณ์วะ
เหมือนวรรณกรรมอย่าง The Great Gatsby
ที่ตัวละครแม่งพังหมด แต่คนยังรัก
หรือเหมือนงานของ Van Gogh ที่ตอนมีชีวิตไม่มีใครเอา แต่ตอนตายกลายเป็นตำนาน
มันไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์
แต่มัน “จริง”
และความจริงนี่แหละ ที่เยียวยาคน
กูไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมาทำอาร์ต
แต่กูอยากให้ทุกคนมี “พื้นที่” แบบนี้สักอย่าง
อาจจะเป็นการวาดรูป
เขียนเพลง
ปลูกต้นไม้
หรือแม้แต่ล้างจานแบบไม่คิดอะไร
เพราะสุดท้ายแล้ว การเยียวยาไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
มันคือการที่มึงยอมอยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องหนี
สรุปข่าวให้ฟังแบบบ้านๆ
คนยุคนี้เครียดมากขึ้น แต่ก็เริ่มหันมาใช้ “creative activity” (กิจกรรมสร้างสรรค์) เป็นเครื่องมือดูแลใจ
งานวิจัยใหม่ๆ บอกว่าการทำศิลปะช่วยลด cortisol (ฮอร์โมนความเครียด) ได้จริง
เทรนด์ digital art โดยเฉพาะ collage กำลังกลับมาแรง เพราะมันเข้าถึงง่าย และไม่ต้องเก่งก็เริ่มได้
สุดท้ายกูมีคำหนึ่งให้ทุกคนเอาไปคิด
“Process over perfection”
(process = กระบวนการ / perfection = ความสมบูรณ์แบบ)
แปลแบบกูคือ
อย่าเสือกไปหมกมุ่นกับความเป๊ะ
แค่ทำไปก่อน
เพราะบางที สิ่งที่กำลังเยียวยามึงอยู่
อาจไม่ใช่ผลงานสุดท้าย
แต่เป็นตอนที่มึงนั่งปะเศษชีวิตตัวเอง
ทีละชิ้น
เงียบๆ
โดยที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟังเลยก็ได้

ความคิดเห็น