เออ คนนี้แม่งใครวะ

 กูขอแนะนำตัวก่อน เพราะในนี้มันมีทั้งเพื่อนเก่า แล้วก็คนใหม่ที่กด follow มาแบบ

“เออ คนนี้แม่งใครวะ”
ชื่อมุ่ย
จบสถาปัตย์ จุฬาฯ
เคยยืนสอนเด็กในห้องเรียนบ้าง ยืนสอนผู้ใหญ่ในห้องประชุมบ้าง
เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวิทยากรให้หลายสถาบัน รวมถึงระดับกระทรวง
เคยได้รางวัลสายดิจิทัลอาร์ตระดับเอเชียหลายสมัย
เคยมีหนังสือวางขายในร้านหนังสือชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน”
ยุค NFT ก็เคยขายงานได้เป็นร้อยชิ้น ตอนที่หลายคนยังงงว่า JPEG จะมีราคาทำไม
ผลงานเคยไปโผล่ทั้งแม็กกาซีนไทย ต่างประเทศ และบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ
ออกทีวีมาหลายช่องแบบที่แม่กูเปิดดูแล้วงงว่า “ลูกกูไปอยู่ตรงนั้นได้ไง”
ทุกวันนี้ก็ยังวาด เขียน แต่งเพลง แล้วก็เล่าเรื่องให้ทุกคนฟังนี่แหละ
แล้วที่กูใช้คำว่า “กู มึง” เนี่ย
ไม่ได้อยากจะหยาบนะเว้ย
กูแค่อยากให้มันเหมือนเพื่อนนั่งคุยกัน
ไม่ใช่ TED Talk ที่ทุกคนต้องนั่งหลังตรงแล้วพยักหน้าปัญญาชน
เอาล่ะ เข้าเรื่อง
วันนี้กูจะเล่าเรื่องที่อยู่กับกูมา 18 ปี
“มือสั่น”
ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กใช่มั้ย
เหมือนอาการคนแก่ หรือคนตื่นเต้นเวลาเจอคนที่ชอบ
ไม่ใช่เลย
มันเป็นสั่นแบบ…
เหมือนมึงถือจอยเกม แล้วมันสั่นเองทั้งที่มึงไม่ได้กดอะไร
บางวันก็ปกติ
บางวันแค่จะเขียนโน้ต
มือกูแม่งสั่นเหมือนกำลังเซ็นสัญญาขายวิญญาณให้ปีศาจในหนังเรื่อง The Devil's Advocate
18 ปีที่ผ่านมา กูอยู่กับมัน
ไม่ได้เพราะกูอยากเก็บเป็นของสะสม
แต่เพราะกูเป็น ไบโพล่าร์
แล้วไอ้ตัวที่ทำให้มัน “ชัดขึ้น” คือยา
ล่าสุดกูกลับไปกินอีกครั้ง
ผลคือ… มือสั่นกลับมา
เหมือนเพื่อนเก่าที่เลิกคุยกันไปนาน แล้วอยู่ดีๆ ทักมาว่า
“คิดถึงกูปะ”
ก็…ไม่อะ
ทีนี้มันมีทางแก้
มียาตัวหนึ่งช่วยลดอาการสั่นได้
แต่ชีวิตมันไม่เคยให้ของฟรี
เม็ดละ 50 บาท
ฟังดูเหมือนไม่เยอะ
แต่คำว่า “ไม่เยอะ” ในโลกความจริง
มันขึ้นอยู่กับคำว่า “ทุกวัน”
นี่แหละที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า trade-off
(การแลกเปลี่ยน — ได้อย่างหนึ่ง ต้องเสียอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีของที่ได้มาฟรี 100%)
ชีวิตกูช่วงนึงเลยเหมือนเล่นเกม RPG
ที่ไม่มีคำว่า build ที่ดีที่สุด
มึงจะเลือกอะไร
มือนิ่ง แต่มีผลข้างเคียง
หรือมือสั่น แต่สมองนิ่ง
มันเหมือนฉากใน The Matrix
ที่ต้องเลือกกินยาเม็ดแดงหรือเม็ดน้ำเงิน
ต่างกันแค่ว่า… ของกูแม่งไม่มีเม็ดไหนที่จบสวย
แล้วตรงนี้แหละที่กูเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
ร่างกายแม่งไม่เคยโกหก
มันเป็นเหมือน “แดชบอร์ด” (dashboard = หน้าปัดแสดงสถานะ)
ที่คอยบอกเราว่าเครื่องกำลังร้อน
แม้เราจะยังขับต่อได้
มีงานวิจัยด้านระบบประสาทบอกไว้ว่า
อาการสั่นบางประเภทเกี่ยวข้องกับการทำงานของสารสื่อประสาท (neurotransmitter)
โดยเฉพาะโดปามีน (dopamine = สารที่เกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหวและความรู้สึกพึงพอใจ)
พูดง่ายๆ แบบเด็กประถมเข้าใจคือ
สมองเรามันมี “ตัวส่งสัญญาณ”
ถ้าส่งไม่ตรง หรือส่งไม่พอ
ร่างกายมันก็แสดงออกมาเป็นอาการ
เหมือนวิทยุที่คลื่นไม่ชัด
เสียงมันก็ซ่า
แล้วสิ่งที่กูเจอคือ
บางทีสิ่งที่เราคิดว่า “ปัญหาร่างกาย”
จริงๆ มันโยงกับ “สิ่งที่เราแบกอยู่ข้างใน”
เคยมีการทดลองให้คนแบกกระเป๋าหนัก
แล้วให้ประเมินความชันของเนินเขา
ผลคือ
คนที่แบกหนัก จะมองว่าเนิน “ชันกว่า” ความจริง
ชีวิตก็เหมือนกัน
ยิ่งมึงแบกเยอะ
โลกมันจะดูยากขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
มือกูที่สั่น
อาจไม่ได้แปลว่ากูอ่อนแอ
แต่มันอาจเป็นหลักฐานว่า
กูยัง “พยายามประคองตัวเอง” อยู่
และตรงนี้แม่งสำคัญมาก
เพราะในโลกโซเชียล
ทุกคนดูนิ่งหมด
เหมือนตัวละครใน Frozen
ที่ร้องเพลง “Let it go” แล้วทุกอย่างสวยงาม
แต่ชีวิตจริงไม่มีเอฟเฟกต์หิมะตก
มีแต่เหงื่อตก
คนเก่งบางคน กำลังสั่นตอนกลางคืน
คนที่ดูมั่นใจ บางทีต้องกินยาเพื่อให้ยืนไหว
คนที่โพสต์แรงบันดาลใจ อาจกำลังพยายามไม่พัง
นี่แหละคำว่า invisible struggle
(การต่อสู้ที่มองไม่เห็น — คนอื่นไม่รู้ แต่เจ้าตัวสู้ทุกวัน)
กูไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนสงสาร
กูเล่าเพราะกูอยากให้ทุกคน “เข้าใจโลกจริงขึ้นนิดนึง”
แล้วก็เผื่อวันไหน
ถ้ามึงรู้สึกว่าตัวเองไม่โอเค
อย่าเพิ่งรีบสรุปว่ามึงพัง
บางที…
มึงแค่กำลัง “พยายามอยู่”
ซึ่งแม่งโคตรยากแล้ว
และถ้ามึงยังอยู่ตรงนี้
ยังหายใจ ยังอ่านมาถึงบรรทัดนี้
มึงเก่งแล้วเว้ย

ความคิดเห็น