อย่าพยายามเปลี่ยนคนรักให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ

จู่ๆก็เกิดคึกเขียนอะไรกลางดึกจะมีใครเข้ามาดูไหมเนี่ย
คืนนี้กูอยากจะเขียนอะไรสักหน่อยที่จริงๆแล้วกูก็ไม่ได้เขียนเพื่อมาสอนพวกมึงแต่กูเขียนเพื่อเตือนสติทุกคนที่กำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงคนรักของมึงให้เป็นแบบที่มึงต้องการอยู่ว่า....


“อย่าพยายามเปลี่ยนคนรักให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ”
ฟังดูเหมือนคำคมร้านกาแฟ แต่เอาจริงมันโคตรจริงแบบเจ็บๆ
ภาพมันขึ้นมาในหัวเลยนะ เหมือนทุกคนเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องเกม แล้วหยิบกล่องเครื่องเกมออกมาอย่างภูมิใจ เหมือนเราได้ชีวิตใหม่ ได้โลกใหม่ ได้ความรักใหม่ แต่พอเปิดกล่องปุ๊บ… อ้าว มีสาย มีคู่มือ มี firmware (ซอฟต์แวร์ภายในเครื่อง) ที่ต้องอัปเดต มีจุกจิกเต็มไปหมด
แล้วบางคนทำไงรู้ไหม?
แม่งพยายามโยนสายทิ้ง ลบ firmware ทิ้ง แล้วบอกว่า
“ขอเอาแค่ตัวเครื่องพอ”
คือมึงจะบ้าเหรอวะ
ความรักมันไม่ใช่ “เลือกเฉพาะส่วนที่ชอบ” แต่มันคือการรับ “ทั้งแพ็คเกจ” (package = สิ่งที่มาพร้อมกันทั้งหมด แยกไม่ได้)
นิสัยเขา ความคิดเขา ปมในใจเขา วิธีที่เขาเติบโตมา สิ่งที่เขากลัว สิ่งที่เขาเชื่อ สิ่งพวกนี้มันไม่ได้เป็นของแถม มันคือตัวเขาตัวคนที่มึงชอบหรือรักหรือแฟนมึงนั่นแหละ
แล้วคนเราดันชอบเล่นบทพระเอกแบบ Naruto Uzumaki ที่คิดว่า “เดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนเธอให้ดีขึ้นเอง”
ฟังดูเท่ แต่ชีวิตจริงไม่ใช่อนิเมะนะทุกคน มันไม่มีฉากตบแล้วสำนึก ไม่มีเพลงขึ้นแล้วนิสัยเปลี่ยน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ…อีกฝ่ายเริ่มเหนื่อยเหนื่อยอะไรรู้ไหมเหนื่อยที่จะต้องกลับมาเป็นแบบที่มึงต้องการแล้วก็ถามตัวเองว่าทำไมมึงถึงไม่รักเขาแบบที่เขาเป็น
เพราะการถูก “รักแบบมีเงื่อนไข” มันคือการโดนบอกอ้อมๆ ว่า
“ตอนนี้มึงยังไม่ดีพอ”
คำศัพท์ฝรั่งเขามีคำหนึ่งที่โคตรตรง
conditional love (ความรักแบบมีเงื่อนไข)
คือรักได้…ถ้ามึงเป็นในแบบที่กูอยากให้เป็น
แล้วอีกคำที่ควรจำให้ขึ้นใจ
acceptance
(การยอมรับโดยไม่พยายามเปลี่ยนแก่นของเขา)
อันนี้ไม่ใช่ปล่อยปละนะ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำเหี้ยอะไรก็ได้
แต่มันคือการเข้าใจว่า “อะไรคือแก่น (core identity)” กับ “อะไรคือพฤติกรรมที่ปรับได้”
เช่น เขาเป็นคนเงียบ อันนี้คือแก่น
แต่เขาไม่เคยฟังเรา อันนี้คือพฤติกรรมที่คุยกันได้ซึ่งเอาเข้าจริงเนี่ยมึงก็ต้องระวังมากๆเลยในการที่จะคุยกับคนรักให้รู้เรื่องว่าเรื่องไหนที่เขาต้องปรับกันแน่มึงอย่าเผลอไปปรับแก่นของเขาเพราะจะทำให้เขารู้สึกว่าไม่สบายกายเวลาอยู่กับมึง
ถ้าแยกไม่ออก มึงจะเผลอไปแก้ผิดจุด แล้วพังทั้งระบบ เหมือนอัปเดต firmware ผิดแล้วเครื่อง brick (พังเปิดไม่ติด)
แล้วเราว่าประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดคือ
หลายคนคิดว่าความรักคือการ “พัฒนาอีกฝ่าย”
มึงไม่ได้เล่นเกมเศรษฐีพัฒนาที่ดินอยู่
จริงๆ ความรักที่ดีคือ
“เราพัฒนาไปด้วยกัน โดยไม่ทำลายตัวตนของกันและกัน”
มันเหมือนใน The Little Prince
ที่บอกไว้แบบโคตรเรียบง่าย
การรักใครสักคน คือการ “มองไปในทิศทางเดียวกัน” ไม่ใช่ยืนหันหน้าชนกันแล้วพยายามดัดอีกฝ่ายให้ตรงใจ
แล้วขอพูดตรงๆ แบบไม่โลกสวยนะ
บางความสัมพันธ์มันพัง ไม่ใช่เพราะไม่รัก
แต่มันพังเพราะ “อยากแก้ไขกันมากเกินไป”
มึงเข้าใจคำว่า as is ป่ะคือมึงต้องเข้าใจก่อนว่า
อีกคนนึงเขาเป็นของเขาแบบนั้น
ทางที่ดีที่สุด
ที่กูจะแนะนำมึงคือมึงอย่าไปเปลี่ยนแปลงใครเพราะมึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ในระยะยาวถ้าเขาไม่เป็นเจ้าของไอเดียของการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมึงอย่าหวังว่าจะเปลี่ยนเขาสำเร็จ
คืออย่าเข้าไปในชีวิตเขาพร้อม mindset แบบช่างซ่อม
ทั้งที่จริงๆ เราควรเข้าไปแบบ “คนดูแล” มากกว่า
คำว่า maintenance (การดูแลรักษา)
ที่พูดถึงนี่แหละสำคัญมาก
ความรักไม่ใช่ซื้อมาแล้วจบ
มันต้องคอยดู คอยเช็ค คอยอัปเดต คอยสื่อสาร
ไม่ใช่พยายาม “รีดีไซน์” คนทั้งคน
สรุปข่าวแบบบ้านๆ ที่อยากให้ทุกคนเอาไปใช้กับชีวิต
-ความรักไม่ใช่การคัดเฉพาะส่วนดี แต่คือการรับทั้ง package
-แยกให้ออกว่าอะไรคือ “ตัวตน” กับ “พฤติกรรมที่ปรับได้”
-อย่ารักแบบ conditional love เพราะมันทำลายความมั่นคงในใจคน
-ความสัมพันธ์ที่ดีคือ growth together (เติบโตไปด้วยกัน) ไม่ใช่ fix each other (ซ่อมกันไปมา)
-maintenance สำคัญกว่า makeover (การดูแลสำคัญกว่าการเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ)
สุดท้ายนี้
ถ้ามึงต้องพยายามเปลี่ยนเขาหนักขนาดนั้น
บางทีคำถามไม่ใช่ว่า “เขาควรเปลี่ยนไหม”
แต่คือ
“มึงเลือกคนผิดตั้งแต่แรกหรือเปล่าวะ”
มึงคิดดีๆนะเอาเข้าจริงมึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเขา
คนบางคนเขาพังและเขามีจุดเรียนรู้ของเขาเอง
บางทีมึงต้องปล่อยให้ธรรมชาติทำงานบ้าง
ไม่ใช่ใช้ความพยายามของมึงอย่างเดียว
ถ้ามึงไม่สามารถที่จะยอมรับเขาแบบที่เขาเป็นได้
กูว่ามึงน่าคิดคำถามนี้แล้วล่ะว่ามึงเลือกคนผิดอยู่หรือเปล่า?
แล้วนั่นแหละ…เป็นคำถามที่โคตรเงียบ
แต่โคตรจริง

ความคิดเห็น