เออ ก่อนจะด่ากู ขอแนะนำตัวก่อนนะทุกคน
เออ ก่อนจะด่ากู ขอแนะนำตัวก่อนนะทุกคน
กูคือ “มุ่ย” คนที่เคยได้รางวัล Asia Graph Award สามสมัย ทำงานสายดิจิทัลอาร์ต วาดรูป เขียนหนังสือ เคยมีพ็อกเกตบุ๊คชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน” อยู่ในร้านหนังสือจริงๆ ไม่ใช่โพสต์ขายฝันในเฟซเฉยๆ แล้วก็แต่งเพลง ทำภาพ ทำ AI ครบ จบในคนเดียวแบบงงๆ
ทีนี้เข้าเรื่อง
ช่วงนี้กูเห็นคนเถียงกันเรื่อง AI เหมือนดูฉากประชุมในหนังซูเปอร์ฮีโร่เลยเว้ย
ฝั่งหนึ่งยืนตีอกชกหัว “AI มันจะทำลายศิลปิน!”
อีกฝั่งนั่งเปิดโน้ตบุ๊คเงียบๆ แล้วบอก “กูกำลังใช้มันหาเงินอยู่”
แล้วกูก็นั่งมองเหมือนตัวละครงงๆ ในการ์ตูนที่หันมองกล้องแบบ
“เอ้า…มึงเถียงอะไรกันวะ ในเมื่อมันมาแล้ว?”
นี่แหละคำว่า inevitable (สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)
แปลแบบเด็กประถมเข้าใจง่ายคือ “เหมือนฝนตก มึงจะด่าฟ้าก็ได้ แต่ก็เปียกอยู่ดี”
AI มันไม่ใช่เทรนด์แฟชั่นแบบกางเกงขาม้าแล้วหายไป
มันคือ “โครงสร้างใหม่ของโลก”
เหมือนไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน
ไม่มีใครเถียงว่าวันนี้เราควรกลับไปใช้เทียนแทนหลอดไฟแล้วใช่ไหม
แต่ที่ตลกคือ…คนจำนวนหนึ่งกำลังทำแบบนั้นกับ AI
แล้วกูจะบอกอะไรให้
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ AI
แต่คือ “การปฏิเสธความจริง”
กูเคยพูดเรื่อง “กบต้ม” แล้วโดนแซะ
เออ งั้นกูอธิบายใหม่แบบไม่ต้องใช้ศัพท์เท่ๆ
กบต้มคือสถานการณ์ที่
“มึงโดนเปลี่ยนโลกช้าๆ จนมึงไม่รู้ตัวว่ามึงกำลังแพ้”
มันไม่ใช่เรื่องกบจริงๆ
มันคือพฤติกรรมมนุษย์
เวลาอะไรเปลี่ยนเร็ว คนจะตกใจแล้วปรับตัว
แต่ถ้ามันเปลี่ยน “ช้าๆ แต่ต่อเนื่อง” คนจะชิล…แล้วค่อยๆ หายไปจากเกม
AI ตอนนี้คือไฟอ่อนๆ ใต้หม้อ
ไม่ร้อนพอให้มึงกระโดด
แต่ร้อนพอให้มึง “ค่อยๆ irrelevant (ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป)”
คำว่า irrelevant นี่สำคัญนะ
แปลว่า “ยังอยู่ แต่ไม่มีใครต้องการแล้ว”
โคตรโหด
กูไม่ได้เลิกวาดรูปนะ
กูยังวาดเหมือนเดิม
แต่กู “เพิ่ม AI เข้ามา”
เพราะกูเข้าใจคำว่า
adapt (การปรับตัว) = ไม่ใช่การยอมแพ้
แต่มันคือ “การอัปเกรดตัวเอง”
เหมือนในหนังเรื่องหนึ่งที่พระเอกใส่ชุดเกราะ
มึงจะยืนเถียงว่า “กูไม่ใส่ กูจะเป็นมนุษย์แท้ๆ” ก็ได้
แต่พออีกฝั่งบินได้ ยิงเลเซอร์ได้
มึงก็จะกลายเป็น NPC ที่โดนยิงตายฉากแรก
มันไม่ได้โรแมนติก มันแค่โง่
กูพูดตรงๆ แบบไม่โลกสวย
การแอนตี้ AI ตอนนี้
บางทีมันไม่ใช่ “การปกป้องศิลปะ”
แต่มันคือ “ความกลัวที่จะเรียนรู้ของใหม่”
แล้วสมองคนเรามันชอบหลอกตัวเองนะ
เรียกว่า cognitive dissonance (ภาวะที่สมองพยายามทำให้สิ่งที่เราคิดกับความจริงมันเข้ากัน)
แปลง่ายๆ คือ
“กูทำไม่ได้ → งั้นกูบอกว่ามันไม่ดีไปเลยละกัน”
โคตรคลาสสิก
ถ้าไปอ่านวรรณกรรมอย่าง 1984 หรือ Brave New World
มันจะมีธีมหนึ่งเหมือนกันคือ
“คนไม่ได้แพ้เพราะเทคโนโลยี
แต่แพ้เพราะไม่เข้าใจมัน”
กูเขียนนิยาย “เซราฟิมทอรัส” ไว้
ตอนนั้นยังเหมือนเพ้อ
แต่วันนี้แม่งเริ่มเกิดขึ้นจริงแล้ว
โลกกำลังแบ่งเป็นสองฝั่งแบบชัดขึ้น
ไม่ใช่รวยกับจน
แต่คือ
“คนที่ใช้เทคโนโลยี”
กับ “คนที่ด่ามัน”
แล้วเดี๋ยวมันจะไม่ใช่การเถียง
มันจะกลายเป็น “ช่องว่าง”
กูไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องรัก AI
แต่กูบอกว่า
“มึงต้องเข้าใจมัน”
เพราะถ้ามึงไม่เข้าใจ
มึงจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้
มันจะเลือกมึงแทน
สรุปข่าวแบบบ้านๆ เอาไปคิดต่อเอง
- AI ไม่ได้กำลังมา มันมาแล้ว และกำลังถูกใช้ในงานจริงทุกวงการ
- บริษัทใหญ่ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และแทนงานบางตำแหน่ง
- คนที่ใช้ AI เป็นกำลังได้เปรียบแบบเงียบๆ
- งานสร้างสรรค์ไม่ได้หาย แต่ “มาตรฐานมันสูงขึ้น”
- โลกไม่ได้ถามว่า “มึงโอเคไหม” แต่มันถามว่า “มึงปรับตัวทันไหม”
สุดท้ายกูมีความเห็นส่วนตัวแบบไม่โลกสวยเลยนะ
ศิลปินที่อยู่รอดในยุคนี้
ไม่ใช่คนวาดเก่งที่สุด
แต่คือคนที่ “ใช้ทุกเครื่องมือเพื่อเล่าเรื่องให้โคตรดี”
AI ก็เป็นแค่พู่กันแบบใหม่
แต่บางคนยืนเถียงอยู่ว่า
“กูจะใช้แต่นิ้วจุ่มสี”
เออ ก็ใช้ไป
แต่คนที่ถือพู่กันเลเซอร์ เขาไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้
แล้ววันหนึ่งมึงจะหันมาแล้วถามว่า
“ทำไมกูหายไปจากวงการ”
คำตอบมันไม่ได้อยู่ที่ AI เลยเว้ย
มันอยู่ที่วันที่มึงเลือกจะหยุดเรียนรู้ต่างหาก

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น