โอเค เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังแบบไม่โลกสวยนะทุกคน
โอเค เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังแบบไม่โลกสวยนะทุกคน
เราไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “เก่ง”
เราเริ่มจากคำว่า “ไม่บอกใคร”
เหมือนอย่างเคยกูขอแนะนำตัวก่อนเพราะว่าในนี้มีคนบางคนไม่รู้จักกูเนื่องจาก facebook กูเป็นโหมด professional ทำให้มีคนที่ติดตามกูโดยที่ไม่รู้จักกูมาก่อน
ที่กูใช้คำว่ากูมึงไม่ได้อยากจะหยาบคายแต่กูอยากจะให้มันเป็นเหมือนฟิลเพื่อนคุยกัน
กูชื่อมุ่ย จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
ชีวิตดูเหมือนจะไปได้สวย เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวิทยากรให้สถาบันใหญ่ ๆ รวมถึงระดับกระทรวง ได้รางวัล Asia Graph ด้านดิจิทัลอาร์ตถึง 3 ครั้ง งานไปโผล่ทั้งแม็กกาซีนไทย-เทศ ขึ้นบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ ออกทีวีหลายช่อง เขียนหนังสือชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน” แล้วก็เคยขาย NFT ได้เป็นร้อยชิ้นในช่วงที่คนยังงง ๆ ว่าแม่งคืออะไร
ฟังดูเหมือนชีวิตนางเอกหนังใช่ไหม
แต่มีอย่างหนึ่งที่กูไม่เคยเล่า
กูป่วยมาตั้งแต่ปี 2008 ตลอด 18 ปีของทั้งหมดนั้น
กูป่วยเป็น “ไบโพลาร์” (Bipolar Disorder = โรคอารมณ์สองขั้ว คือมีช่วงที่พลังพุ่งสุดโลกกับช่วงที่ดิ่งจนไม่อยากลุกจากเตียง)
แล้วกูก็เงียบ
ไม่บอกใครเลยมา 10 ปี
ไปทำงานแบบปกติสอนเด็กแบบปกติ
มันเหมือนมึงกำลังเล่นเกมโหมด Nightmare
แต่คนอื่นเห็นมึงอยู่ในโหมด Easy แล้วบอก “โห มึงเล่นเก่งว่ะ”
คือมันไม่ได้เก่ง มันแค่ “กูไม่มีทางเลือก”
หลายคนเข้าใจผิดว่า
คนสำเร็จ = คนที่ไม่มีปัญหา
แต่ของจริงคือ
คนสำเร็จส่วนใหญ่ = คนที่ “มีปัญหา แต่ไม่หยุด”
อันนี้ไม่ใช่คำคมปลอบใจนะ มันมีงานวิจัยรองรับจริง
ในวงการจิตวิทยาเรียกว่า “High-functioning” (ทำงานได้ดีแม้มีภาวะบางอย่าง)
คือสมองมันไม่ได้เสีย มันแค่ “ทำงานไม่สม่ำเสมอ”
เหมือนคอมที่บางวันโคตรแรง บางวันค้างจนอยากทุบ
แล้วช่วงที่มันแรง
ถ้ามึงเอาไปใช้ถูกทาง มึงจะพุ่งแบบโคตรพุ่ง
นักเขียนอย่าง Virginia Woolf
หรือ Ernest Hemingway
ก็เคยเจอปัญหาทางอารมณ์ระดับหนัก
แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างให้หยุด
มันเป็น “สนามจริง” ที่เขาใช้สร้างงาน
ชีวิตกูก็คล้าย ๆ นั้น
แค่ไม่มีใครรู้
กูเงียบมา 10 ปี
จนปี 2018 กูถึงเริ่ม “disclosure”
(เปิดเผยความจริงที่ซ่อนไว้)
ซึ่งคำนี้สำคัญนะ
เพราะมันไม่ใช่การอ่อนแอ
มันคือการ “เลือกเล่าในเวลาที่มึงพร้อม”
หลายคนแม่งกลัวว่า
ถ้าบอกไป คนจะมองว่าเราไม่ปกติ
กูจะบอกความจริงให้ฟัง
คนไม่ได้แคร์มึงขนาดนั้น
แต่สิ่งที่มึงต้องแคร์คือ
มึงยังไปต่อได้ไหม
เพราะสุดท้ายแล้ว
ชีวิตไม่ใช่สนามสอบ
มันคือสนามแข่งมาราธอน (Marathon = วิ่งระยะยาว ไม่ใช่สปรินต์สั้น ๆ)
ไม่มีใครชนะเพราะออกตัวแรง
แต่ชนะเพราะ “ไม่เลิกกลางทาง”
มีการทดลองของ Stanford ที่เรียกว่า “Delayed Gratification”
คือเอาเด็กไปนั่งกับขนม แล้วบอกว่า “ถ้ารอได้ จะได้มากกว่า”
เด็กที่รอได้ โตมาแล้วมีแนวโน้มประสบความสำเร็จสูงกว่า
ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่า
แต่เพราะเขา “ทนได้”
กูก็เหมือนกัน
ไม่ได้เก่งกว่าใคร
แค่ “กูทนอยู่กับตัวเองได้ ในวันที่มันเหี้ย”
บางวันกูแม่งโคตร productive (ทำงานได้เยอะ)
บางวันแค่ลุกไปแปรงฟันยังยาก
แต่กูไม่เคยใช้มันเป็นข้ออ้างในการหยุดชีวิต
แล้วนี่คือสิ่งที่อยากบอกทุกคนจริง ๆ
มึงไม่ต้องรอให้หายก่อนค่อยไปฝัน
มึงไปทั้งที่ยังไม่หายก็ได้
คำว่า “healing” (การเยียวยา)
มันไม่ใช่ปลายทาง
มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น “ระหว่างทาง”
เหมือนใน The Dark Knight
โจ๊กเกอร์พูดว่า “Why so serious?”
คนส่วนใหญ่คิดว่ามันคือความบ้า
แต่จริง ๆ มันคือการบอกว่า
โลกแม่งไม่แฟร์อยู่แล้ว
คำถามคือ “มึงจะเล่นเกมนี้ยังไง”
กูเลือกเล่นแบบไม่ยอมแพ้
สรุปข่าวสั้น ๆ สำหรับทุกคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้นะ
-โลกไม่ได้รอให้มึงพร้อม แต่มึงเริ่มได้เลยแม้ยังไม่พร้อม
-ความผิดปกติ ไม่ได้เท่ากับ ความไร้ค่า
-ความสม่ำเสมอ สำคัญกว่าความเก่ง
-การเปิดเผยตัวเอง (disclosure) เป็นพลัง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
-มึงไม่ต้องชนะทุกวัน แค่ “ไม่เลิก” ก็พอ
สุดท้ายนี้
โพสต์นี้กูไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่า “กูเก่ง”
แต่เขียนเพื่อบอกว่า
ถ้ากูทำได้ในวันที่กูยังป่วย
ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน
ไม่ต้องเหมือนกู
ไม่ต้องเก่งเท่ากูมึงอาจจะเก่งกว่ากูก็ได้
แค่ไปให้ถึงเวอร์ชันที่มึงภูมิใจ
แล้ววันหนึ่ง
มึงจะหันกลับมาแล้วพูดกับตัวเองว่า
“เออว่ะ ตอนนั้นแม่งหนักจริง…แต่กูก็ผ่านมาได้”

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น