เรานั่งอ่าน "Men Are From Mars, Women Are From Venus" ของ John Gray มาถึงบทที่ 7

 เรานั่งอ่าน "Men Are From Mars, Women Are From Venus" ของ John Gray มาถึงบทที่ 7 แล้ว และเราขอบอกตรงๆ ว่า... มึงอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนเปิดสวิตช์ในหัวทันที แบบ "อ๋อ เพราะงี้นี่เอง"

เรื่องมันเริ่มจากแนวคิดง่ายๆ ว่า ผู้ชายและผู้หญิงไม่ได้แค่ "ต่างกัน" แต่ต่างกันแบบมาจากคนละดาวเลย ดาวอังคาร (Mars) กับดาวศุกร์ (Venus) ซึ่งในทางโหราศาสตร์โบราณ Mars คือดาวแห่งสงครามและพลัง Venus คือดาวแห่งความรักและความงาม Gray เอาสัญลักษณ์นี้มาใช้ได้เนียนมาก
ผู้ชายชอบเข้าถ้ำ
ทุกคนรู้จัก "ถ้ำ" ไหม ไม่ใช่ถ้ำพระยานคร แต่คือสภาวะที่ผู้ชายเงียบหายไปเฉยๆ ไม่พูด ไม่คุย นั่งดูทีวีตาเหม่อ หรือเปิดเกมส์ทิ้งไว้โดยไม่มีสาเหตุ ผู้หญิงก็จะคิดว่า "มึงโกรธเราอยู่เหรอ ทำอะไรผิดหรือเปล่า เป็นห่วงอะไรหรือเปล่า" แล้วก็ถามถามถาม
แต่ความจริงคือ ผู้ชายไม่ได้โกรธใคร ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน แค่สมองมันต้องการ "reboot" (รีสตาร์ทระบบ) เหมือน Windows ที่ค้างแล้วต้องปิดแล้วเปิดใหม่ ความเครียดของผู้ชายจะถูกประมวลผลในโหมดเงียบ ไม่ใช่โหมดพูด Gray บอกว่านี่คือกลไกตามธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดปกติ และสิ่งที่ผู้หญิงควรทำคือ "ปล่อยให้เข้าถ้ำ" อย่าไปยืนเฝ้าหน้าถ้ำแล้วโบกมือเรียก
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Gray ไม่ได้พูดถึงมากนัก แต่งานวิจัยด้านประสาทวิทยาในภายหลังรองรับว่า สมองผู้ชายมีการเชื่อมโยงระหว่าง hemisphere (ซีกสมอง) น้อยกว่าผู้หญิง ทำให้โดยธรรมชาติแล้วผู้ชายประมวลผลเรื่องราวทีละเรื่อง ส่วนผู้หญิงประมวลหลายเรื่องพร้อมกัน นี่ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่เป็นชีววิทยาที่ต้องเข้าใจก่อนจะโกรธกัน
ผู้หญิงเหมือนคลื่น
ผู้หญิงนั้น Gray เปรียบเป็นคลื่นในทะเล มีขึ้นมีลง บางวันรู้สึกดีเหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดสาดสวย บางวันก็ลงต่ำ รู้สึกแย่ ว่างเปล่า เหนื่อย โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลชัดเจน
ผู้ชายส่วนใหญ่จะ panic (ตื่นตระหนก) เมื่อเห็นคนรักอารมณ์ลง แล้วก็จะพยายาม "แก้ปัญหา" ซึ่งผิดทางมากเพราะผู้หญิงไม่ได้ต้องการให้ใครมาแก้ปัญหา แค่ต้องการให้มีคนนั่งข้างๆ แล้วบอกว่า "เราอยู่ตรงนี้นะ" เหมือนในหนัง Good Will Hunting ที่ Sean (Robin Williams) นั่งเงียบๆ กับ Will แล้วบอกแค่ว่า "It's not your fault" ซ้ำๆ โดยไม่พยายามหาทางออกให้ชีวิตเขาทันที บางทีการ "อยู่ด้วย" มันมีค่ากว่าการ "แก้ให้"
ในแง่วรรณกรรม เรื่องนี้ทำให้นึกถึง "The Giving Tree" ของ Shel Silverstein ที่ต้นไม้คอยให้ทุกอย่างโดยไม่ถามหาเหตุผล ความรักบางทีมันไม่ต้องการคำอธิบาย แค่ต้องการการอยู่ตรงนั้น
ผู้ชายเหมือนหนังยาง
นี่คือส่วนที่เราชอบที่สุดในบทที่ 7 Gray บอกว่าความใกล้ชิดของผู้ชายมันทำงานแบบหนังยาง ยิ่งดึง ยิ่งหด ยิ่งกดดัน ยิ่งห่าง แต่ถ้าปล่อย หนังยางมันดีดกลับมาเอง
ผู้หญิงที่เคยบ่นว่า "แฟนฉันห่างขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตามยิ่งหนี" คือนี่แหละ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รัก แต่เพราะหนังยางมันถูกดึงตลอดจนหดตัว ผู้ชายต้องการ "ระยะ" เพื่อถวิลหา (miss) แล้วค่อยดีดกลับมา
ความรู้ที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ นักจิตวิทยา John Gottman จาก University of Washington ทำการวิจัยคู่รักมากกว่า 40,000 คู่ แล้วพบว่าคู่ที่อยู่กันยืนไม่ใช่คู่ที่ไม่มีการทะเลาะ แต่คือคู่ที่มีอัตราส่วนความรู้สึกบวกต่อลบเป็น 5:1 เรียกว่า "Magic Ratio" หมายความว่า ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดใจกัน 1 ครั้ง ต้องมีช่วงเวลาดีๆ อีก 5 ครั้งถ่วงดุล
สรุปแบบตรงไปตรงมาคือ ทุกคนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันยากเกินไป อาจเป็นเพราะไม่ได้อ่านคู่มือดาวคนละดวงนี้มาก่อน เหมือนซื้อ IKEA แล้วไม่อ่าน instruction แต่งต้ังเฟอร์นิเจอร์เสร็จแล้วก็นั่งงงว่าทำไมขาโต๊ะมันเอียง
Gray ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด แต่บอกว่าทั้งคู่แค่ต้องการสิ่งที่ต่างกัน และการที่จะรักกันได้โดยไม่บ้ากัน คือการเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แทนที่จะสมมติว่าเขาต้องการแบบเดียวกับเรา
ภาษาอังกฤษมีคำว่า "Emotional Labor" (ความพยายามทางอารมณ์) ที่หมายถึงงานที่ต้องใช้พลังงานจัดการความรู้สึก ทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งในความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป และนั่นคือต้นเหตุที่ทำให้ถ้ำถูกใช้บ่อยขึ้น คลื่นสูงขึ้น และหนังยางขาด
เราว่าทุกคนควรอ่านเล่มนี้สักครั้งในชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้รักสำเร็จ แต่เพื่อให้หยุดโกรธคนที่แค่มาจากคนละดาว

ความคิดเห็น