อ่านหนังสือ Men Are From Mars, Women Are From Venus

 อ่านหนังสือ Men Are From Mars, Women Are From Venus

เมื่อก่อนเห็นชื่อหนังสือนี้ก็แบบ "โห ชื่อแดกดันจัดเลยนะ" แต่พอวันก่อนไปห้องสมุดประชาชนประเวศแล้วหยิบมาอ่านเล่น ปรากฏว่าอ่านไป 45 หน้าแล้วหยุดไม่ได้ ต้องไปต่อด้วยหนังสือเสียงจนจบครึ่งเล่ม
John Gray นักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือเล่มนี้บอกว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมีวิธีคิดและรับมือกับปัญหาต่างกันราวกับมาจากคนละดาว ไม่ใช่เพราะใครผิดปกติ แต่เพราะสมองถูก "โปรแกรม" (program) มาต่างกันตั้งแต่ต้น
ผู้ชายส่วนใหญ่เวลาเครียดจะเข้า "ถ้ำ" (cave) คือแยกตัว เงียบ ไม่พูด ไม่แชร์ ไม่ใช่เพราะโกรธหรือไม่แคร์ แต่เพราะนั่นคือวิธีที่สมองผู้ชายประมวลผลความเครียด เหมือน Batman ที่ต้องลงไปนั่งคนเดียวใน Batcave ก่อนจะออกมาแก้ปัญหา ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำตรงข้ามกันเลย คือต้องพูด ต้องระบาย ต้องให้คนอื่นรับฟัง และนั่นคือวิธีที่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ไม่ใช่แค่บ่นเฉยๆ
ปัญหามันเกิดตรงที่สองฝ่ายไม่รู้ว่าอีกฝ่าย "ทำงาน" ยังไง ผู้ชายเห็นผู้หญิงระบายก็คิดว่าต้องรีบแก้ปัญหา เลยตอบว่า "ก็ทำแบบนี้สิ" ซึ่งผู้หญิงฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกรับฟัง ส่วนผู้หญิงเห็นผู้ชายเงียบก็คิดว่าโกรธหรือไม่แคร์ เลยยิ่งถามยิ่งกดดัน ซึ่งผู้ชายก็ยิ่งดำดิ่งลงถ้ำลึกขึ้นไปอีก วนไปเรื่อยๆ แบบ infinite loop
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Gray บอกว่าผู้หญิงมักพูดแบบ "อ้อมค้อม" ไม่ใช่เพราะไม่กล้าพูดตรงๆ แต่เพราะภาษาของผู้หญิงมักใช้ความเกินจริงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ เช่น "เราไม่เคยทำแบบนี้เลย" หรือ "มันแย่มากเลย" ซึ่งผู้ชายที่ถูก "โปรแกรม" มาให้รับสารตรงๆ ก็จะเถียงทันทีว่า "เมื่อวานก็ทำนะ" แทนที่จะฟังความรู้สึกที่ซ่อนอยู่
งานวิจัยด้านประสาทวิทยา (neuroscience) ในช่วงหลังสนับสนุนไอเดียนี้พอสมควร มีการศึกษาพบว่าฮอร์โมน oxytocin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผูกพัน จะหลั่งในผู้หญิงเมื่อได้พูดคุยและเชื่อมต่อกับคนอื่น ขณะที่ผู้ชายมักได้ฮอร์โมนนี้จากการแก้ปัญหาสำเร็จหรือรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมผู้ชายถึงอยากช่วยแก้ปัญหาตลอดเวลา
ข้อวิจารณ์ที่เราคิดว่าต้องพูดถึงคือ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ปี 1992 และมันพูดถึง "ผู้ชาย" กับ "ผู้หญิง" แบบ binary (สองขั้ว) ซึ่งปัจจุบันเราเข้าใจแล้วว่าความหลากหลายทางเพศมีมากกว่านั้น และแม้แต่คนเพศเดียวกันก็มีรูปแบบการสื่อสารต่างกัน นักจิตวิทยาสมัยใหม่จึงมองว่าสิ่งที่ Gray อธิบายไม่ใช่ "เรื่องของเพศ" แต่เป็นเรื่องของ "สไตล์การสื่อสาร" ที่หล่อหลอมมาจากการเลี้ยงดูและวัฒนธรรมมากพอๆ กับชีววิทยา อ่านแล้วเอาหลักการไปใช้ได้ แต่อย่าเชื่อแบบ 100% ว่าทุกคนต้องเป็นแบบนั้น
แต่สิ่งที่เล่มนี้ทำได้ดีมากคือมันสอนให้เราหยุดตีความพฤติกรรมของคนอื่นผ่านเลนส์ของตัวเอง ซึ่งนักปรัชญา Ludwig Wittgenstein เคยพูดทำนองเดียวกันว่า ถ้าสิงโตพูดได้ เราก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี เพราะโลกของมันต่างจากโลกของเราโดยสิ้นเชิง คนที่อยู่ด้วยกันก็เช่นกัน บางทีก็ห่างกันเหมือนอยู่คนละดาวอยู่ดี ถ้าไม่พยายามเข้าใจ
สรุปสั้นๆ ที่เอาไปใช้ได้จริง
- เวลาคนที่รักเงียบ อย่าเพิ่งคิดว่าโกรธ ให้ space (พื้นที่) เขาก่อน
- เวลาเขาระบาย ลองฟังโดยไม่รีบแก้ปัญหา แค่พยักหน้าว่า "เข้าใจนะ" บางทีก็พอแล้ว
- ความเข้าใจ (empathy) ไม่ใช่การหาคำตอบให้ แต่คือการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
- สไตล์การสื่อสารที่ต่างกันไม่ได้แปลว่าใครผิด มันแปลว่าต้องเรียนรู้ภาษาของกันและกัน
คำศัพท์ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี ได้แก่ emotional labor (การจัดการอารมณ์ตัวเองเพื่อคนอื่น), love language (รูปแบบการแสดงความรัก), active listening (การฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ขัด) และ communication gap (ช่องว่างในการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิดกัน)
อ่านแล้วรู้สึกว่าหลายปัญหาในความสัมพันธ์จริงๆ ไม่ได้เกิดเพราะใครแย่ แต่เพราะเราไม่รู้ว่าอีกคนกำลังพยายามบอกอะไรอยู่ในแบบของเขา

ความคิดเห็น