พูดง่ายๆ คือเราพยายามหา “pattern” (รูปแบบ) ในความว่างเปล่า
เมื่อวานเราเผลอไถเฟซไปเจอโพสต์ตัวเองวันที่ 2 เมษายนปีที่แล้ว แล้วแม่งเหมือนเปิดพอร์ทัลไปเจอ “ตัวเราคนเก่า” แบบในหนัง Interstellar ที่สื่อสารข้ามเวลาได้ แต่ต่างกันตรงที่ของเขาส่งสัญญาณแรงโน้มถ่วง ของเราส่งสัญญาณน้ำตา
เราอ่านแล้วรู้สึกสงสารตัวเองฉิบหายเลยว่ะ ไม่ใช่สงสารแบบดราม่าน้ำเน่านะ แต่เป็นสงสารแบบ “เฮ้ย ตอนนั้นมึงอยู่ได้ยังไงวะ” ชีวิตมันโล่งจนเหมือนห้องเช่าที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีแม้แต่เก้าอี้ให้นั่งพักใจ ศาสนาก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง จะเรียกว่า “half-believer” (เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง) ก็ยังดูเยอะไปด้วยซ้ำ
ตอนนั้นสิ่งที่เราพอจะจับต้องได้คือพวก angel number กับ synchronicity
(angel number = ความเชื่อว่าตัวเลขซ้ำๆ อย่าง 111, 444 มีความหมายจากจักรวาล
synchronicity = เหตุการณ์ที่ดูเหมือนบังเอิญแต่รู้สึกว่า “มันมีความหมายบางอย่าง”)
พูดง่ายๆ คือเราพยายามหา “pattern” (รูปแบบ) ในความว่างเปล่า เหมือนคนกำลังจมน้ำแล้วพยายามคว้าฟองอากาศ
แต่ตัดภาพมาวันนี้ ชีวิตเรายังเหนื่อยเหมือนเดิมนะ ไม่ได้กลายเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์หรือหลุดเข้าไปอยู่ใน The Matrix แล้วกดโค้ดเปลี่ยนชีวิตได้ แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปแบบโคตรเรียบง่าย
เราล้างหน้า
เราแปรงฟัน
เราเดิน
ฟังดูโง่เนอะ แต่จริงๆ มันคือ “micro habits” (นิสัยเล็กๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน) ซึ่งงานวิจัยด้านพฤติกรรมบอกว่า สิ่งเล็กๆ แบบนี้แหละที่สร้างตัวตนใหม่ของเราแบบเงียบๆ ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้อง motivational speech อะไรทั้งนั้น
มันเหมือนฉากฝึกวิชาของ Goku ที่ไม่ได้มีแต่ไฟพุ่งออกจากตัว แต่มันคือการซ้อมซ้ำๆ จนร่างกายจำได้
แล้วอยู่ดีๆ ชีวิตก็โยน “ตัวละครใหม่” เข้ามาในสตอรี่เรา
แฟนเรา
ถ้าจะให้พูดแบบไม่โลกสวย เราไม่ได้คิดว่าเขามาเติมเต็มเราแบบในนิยายรักน้ำตาล 10 กิโลนะ แต่เขาเหมือน “ตัวแปรเล็กๆ” ที่ไปกระทบทั้งระบบชีวิตเรา เหมือนสิ่งที่เรียกว่า butterfly effect (ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก = การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ทำให้เกิดผลใหญ่ในอนาคต)
เขาไม่ได้มานั่งสอนเราเป็นโค้ชชีวิต ไม่ได้บอกให้เราตื่นตีห้าไปวิ่งมาราธอน แต่การที่เขา “อยู่ตรงนั้นเฉยๆ” กลับทำให้เราขยับตัวเอง
อันนี้โคตรน่าสนใจนะ เพราะในจิตวิทยามันมีคำว่า
“emotional regulation by presence” (การที่อารมณ์เรานิ่งขึ้นเพราะมีใครบางคนอยู่ใกล้ๆ)
คือบางทีมนุษย์ไม่ได้ต้องการคำแนะนำ เราต้องการ “การมีอยู่” ของใครสักคน
พูดง่ายๆ คือ จากคนที่เคยไม่มีที่ยึดเหนี่ยว วันนี้เรามี “สมอ” แต่ไม่ใช่สมอที่ผูกเราไว้กับเขา
เป็นสมอที่ช่วยให้เราไม่ลอยไปไหนมั่วๆ
แต่เดี๋ยวก่อนนะทุกคน ตรงนี้ขอพูดตรงๆ แบบเพื่อนในคณะชีวิต
การเอาคนคนหนึ่งมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทั้งหมด มันโคตรเสี่ยง
เพราะถ้าวันหนึ่งเขาหายไป ชีวิตเราจะกลายเป็นห้องโล่งเวอร์ชันรีเมคทันที
วรรณกรรมคลาสสิกอย่าง The Little Prince เคยพูดไว้ประมาณว่า “เรารับผิดชอบต่อสิ่งที่เราผูกพัน” ซึ่งแม่งจริง แต่ในโลกจริง เราก็ต้องรับผิดชอบ “ตัวเอง” ก่อนด้วย ไม่งั้นเราจะโยนภาระทั้งหมดไปให้คนอีกคนโดยไม่รู้ตัว
ความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ไม่ใช่การมีแฟน
แต่คือ “เราที่พร้อมจะเปลี่ยน”
แฟนเป็นแค่ trigger (ตัวกระตุ้น)
แต่คนที่เดินต่อคือเรา
สรุปข่าวชีวิตสั้นๆ แบบไม่ต้องเปิด CNN
เราเคยอยู่ในจุดที่ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวเลย
เราเริ่มจากการทำเรื่องโง่ๆ ง่ายๆ ซ้ำๆ ทุกวัน
เราเจอคนที่เปลี่ยนระบบชีวิตเราแบบเงียบๆ
เราเริ่มเข้าใจว่าความรักไม่ใช่การเติมเต็ม แต่คือการสะท้อน
เราเริ่มสร้าง “internal anchor” (หลักยึดภายในตัวเอง) ไม่ใช่พึ่งแต่คนอื่น
ถ้าจะฝากอะไรถึงทุกคนแบบไม่เสือกเกินไปนะ
ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนเพราะวันหนึ่งมีแสงจากฟ้ามาฉายใส่หัวเรา
มันเปลี่ยนเพราะวันธรรมดาที่เราลุกไปล้างหน้า ทั้งที่ไม่อยากลุก
แล้ววันหนึ่งพอเราหันกลับไปดู
เราจะพูดกับตัวเองว่า
“เออว่ะ… ตอนนั้นมึงเก่งชิบหายเลยนะ ที่ยังไม่ยอมพัง”

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น