เคยมีเทอมนึงที่เราสอนที่ม.กรุงเทพ วิชาชื่อว่า Site Planning

เคยมีเทอมนึงที่เราสอนที่ม.กรุงเทพ วิชาชื่อว่า Site Planning ฟังดูเหมือนวิชาวางแผนแบบมีระเบียบแบบแผน ซึ่งจริงๆ มันก็ใช่ แต่สิ่งแรกที่เราต้องอธิบายให้นักศึกษาฟังคือ ก่อนจะวางแผนอะไรได้เลย ทุกคนต้องทำ Site Analysis ก่อน ซึ่งภาษาไทยแปลตรงๆ คือ "การวิเคราะห์พื้นที่" แต่ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ มันคือการไปนั่ง "อ่าน" พื้นที่ก่อนว่ามันพูดอะไรกับเราบ้าง เหมือนตอนเปิดหนังสือก่อนสอบ แต่แทนที่จะเป็นหนังสือ มันคือดิน หิน ต้นไม้ แดด ลม และเพื่อนบ้านที่อาจจะส่งเสียงดังในตอนเช้า
เรื่องที่เราต้องเล่าให้เข้าใจก่อนคือ ที่มหาลัยของเราเอง ภาควิชา Landscape Architecture ไม่ได้แยก Site Planning ออกมาเป็นวิชาเดี่ยวๆ เพราะมันซ่อนอยู่ในทุก Project อยู่แล้ว มันเหมือนกระบวนการหายใจ ทำทุกวันแต่ไม่มีวิชาชื่อว่า "วิชาหายใจ" แต่ที่ม.กรุงเทพเขาแยกออกมาให้ชัดเจน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันช่วยให้นักศึกษาเห็นภาพรวมก่อนที่จะลงมือทำจริง
ทีนี้ Site Analysis ในตำราสาย Landscape Architecture จริงๆ มันดูเรื่องอะไรบ้าง
เริ่มจากเรื่องที่คนมักมองข้ามที่สุดก่อนเลยคือ สภาพภูมิอากาศและแสงแดด (Climate & Sun Path) สองสิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงมันคือโจทย์แรกที่ดีไซเนอร์ต้องรู้จักก่อนวางปากกาลงบนกระดาษ ทิศของแดดไม่ใช่แค่ "ออกทางตะวันออก ตกทางตะวันตก" อย่างที่ท่องกันมาตั้งแต่ประถม เพราะใน Landscape มันซับซ้อนกว่านั้นมาก แดดช่วงเช้าตีห้าในเดือนมิถุนายนกับแดดช่วงบ่ายสามในเดือนธันวาคมมันต่างกันทั้งมุมองศา ความร้อน และเงาที่ตกทอดลงบนพื้น ถ้าเราวางต้นไม้ผิดทิศ ต้นไม้ที่ควรให้ร่มเงาอาจกลายเป็นตัวบล็อคลมแทน หรือถ้าวางอาคารพลาด สระน้ำที่ควรสวยงามอาจกลายเป็นแหล่งผลิตสาหร่ายเพราะได้แดดเต็มๆ ตลอดวัน
ลมก็เป็นอีกหัวข้อในกลุ่มนี้ที่ต้องอ่านให้ออก ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมีลมมรสุมสองทิศ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาช่วงฝน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าช่วงหนาว ถ้าโครงการอยู่ใกล้ทะเลหรืออ่าวไทย ลมทะเลก็เป็นอีกตัวแปรที่เปลี่ยนทุกอย่าง ความรู้เรื่อง Wind Rose (กุหลาบลม หรือแผนภาพแสดงทิศทางและความเร็วลมในพื้นที่นั้นตลอดทั้งปี) จึงเป็นสิ่งที่ Landscape Architect ต้องอ่านให้ออก เพราะมันบอกว่าควรวางแนวต้นไม้ไว้ทิศไหนเพื่อกันลม หรือควรเปิดทิศไหนทิ้งไว้เพื่อรับลมเย็น
ต่อมาคือเรื่องของ ภูมิประเทศและความลาดชัน (Topography & Slope) ซึ่งฟังดูน่าเบื่อมากแต่จริงๆ แล้วคือเรื่องที่กำหนดว่าโปรเจคจะรอดหรือจม ไม่ใช่เชิงเปรียบเปรย แต่ตามตัวอักษรเลย ถ้าอ่านภูมิประเทศผิดแล้ววางอาคารในจุดที่น้ำไหลมาสะสม พอฝนตกหนักงานดีไซน์สวยๆ ของทุกคนจะกลายเป็นสระว่ายน้ำที่ไม่ได้ตั้งใจสร้าง
Contour Line (เส้นชั้นความสูง) คือเครื่องมือหลักในการอ่านภูมิประเทศ เส้นเหล่านี้อ่านง่ายมากถ้าเข้าใจหลักการ เส้นที่ถี่ = ชันมาก เส้นที่ห่าง = ลาดน้อย เส้นที่ปิดวน = ยอดเขาหรือแอ่ง การอ่านเส้นชั้นความสูงออกทำให้รู้ทันทีว่าจุดไหนเป็น Ridge (สันเขา) จุดไหนเป็น Valley (หุบเขา) และน้ำจะไหลไปทางไหนเวลาฝนตก
ความลาดชันใน Landscape วัดเป็น Percentage Slope ซึ่งมีมาตรฐานคร่าวๆ ว่า 0-2% แทบแบนราบ เหมาะกับสนามหญ้าและสระน้ำ, 2-5% ลาดเล็กน้อย เหมาะกับทางเดินและถนน, 5-10% เริ่มชัน ต้องคิดเรื่อง Retaining Wall (กำแพงกันดิน) หรือ Terracing (การทำขั้นบันได), เกิน 15% ขึ้นไปคือชันมาก ถ้าจะสร้างอะไรต้องระวังเรื่องการพังทลายของดินเป็นพิเศษ
พูดถึงดิน ก็ต้องคุยเรื่อง ดินและธรณีวิทยา (Soil & Geology) กันด้วย คนทั่วไปคิดว่าดินคือแค่ดิน แต่สำหรับ Landscape Architect ดินคือทุกอย่าง ดินบอกเราว่าจะปลูกต้นไม้ชนิดไหนได้บ้าง จะรับน้ำหนักอาคารได้ไหม น้ำจะซึมหรือขังอยู่บนผิว และในระยะยาวจะยุบตัวหรือเปล่า
ประเภทดินที่ต้องรู้จักในเบื้องต้นคือดินทราย (Sandy Soil) ที่ระบายน้ำดีแต่อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้น้อย ดินเหนียว (Clay Soil) ที่อุ้มน้ำเก่งแต่ระบายช้ามากจนรากพืชอาจเน่าได้ และดินร่วน (Loamy Soil) ที่เป็นฝันของคนปลูกต้นไม้ทุกคน เพราะมันสมดุลระหว่างการระบายน้ำและการเก็บความชื้น
อีกเรื่องที่สำคัญมากในบ้านเราแต่คนมักลืมคือ Bearing Capacity (ความสามารถรับน้ำหนักของดิน) โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลที่เป็นดินอ่อนทับถม ดินพวกนี้รับน้ำหนักได้น้อยมาก งานออกแบบที่ไม่คำนึงเรื่องนี้มักจบด้วยการทรุดตัวแบบไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ทางเดิน ถนน และโครงสร้างแตกแยกในภายหลัง
เรื่องถัดมาที่สำคัญมากในสาย Landscape โดยเฉพาะ คือ อุทกวิทยา (Hydrology) ซึ่งเป็นศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนที่ของน้ำในระบบธรรมชาติ ฟังดูน่าเบื่อแต่จริงๆ คือเรื่องที่โคตรสำคัญในยุคที่น้ำท่วมกลายเป็นปัญหาประจำปีของประเทศนี้
Watershed (พื้นที่รับน้ำ หรือแอ่งรับน้ำ) คือแนวคิดพื้นฐานที่ต้องเข้าใจ มันหมายถึงพื้นที่ทั้งหมดที่น้ำฝนตกลงมาแล้วไหลรวมกันไปยังจุดระบายน้ำเดียวกัน ถ้าโครงการของเราอยู่กลาง Watershed ขนาดใหญ่ แปลว่าน้ำจากพื้นที่โดยรอบทั้งหมดจะไหลผ่านหรือมารวมในพื้นที่เราด้วย การออกแบบระบบระบายน้ำจึงต้องคิดเผื่อปริมาณน้ำฝนจากพื้นที่ Upstream ด้านบนทั้งหมด ไม่ใช่แค่พื้นที่ภายในโครงการ
Floodplain (พื้นที่น้ำท่วมถึง) เป็นอีกสิ่งที่ต้องดูในแผนที่ ในต่างประเทศจะมีแผนที่แสดง Floodplain ชัดเจนว่าพื้นที่ไหนมีโอกาสน้ำท่วม 100 ปีครั้ง หรือ 500 ปีครั้ง เมืองไทยเองก็เริ่มมีข้อมูลพวกนี้มากขึ้นหลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่เป็นบทเรียนราคาแพงว่าการไม่อ่าน Hydrology ก่อนสร้างมันแพงแค่ไหน
Runoff Coefficient (ค่าสัมประสิทธิ์การไหลบ่า) เป็นตัวเลขที่บอกว่าพื้นผิวแต่ละประเภทปล่อยน้ำออกไปมากแค่ไหน พื้นคอนกรีตมีค่าสูงมาก น้ำฝนตกลงมาเกือบทั้งหมดก็กลายเป็น Runoff วิ่งออกไปทันที แต่พื้นหญ้าหรือดินมีค่าต่ำกว่า น้ำจะซึมลงดินได้ส่วนหนึ่งก่อน งานดีไซน์ที่ดีในยุคนี้จึงพยายามลด Impervious Surface (พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้) และเพิ่ม Permeable Paving (ทางเท้าที่น้ำซึมผ่านได้) หรือ Rain Garden (สวนรับน้ำฝน) เพื่อช่วยจัดการน้ำก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหา แนวคิดนี้เรียกว่า Low Impact Development (LID) หรือ Sponge City (เมืองฟองน้ำ) ซึ่งเป็นหลักการที่หลายประเทศเริ่มบังคับใช้ในงานออกแบบใหม่ทั้งหมด
มาถึงเรื่องที่สนุกที่สุดในบรรดาทั้งหมด นั่นคือ พืชพรรณที่มีอยู่เดิม (Existing Vegetation)เรื่องนี้สนุกเพราะมันคือจุดที่ดีไซเนอร์หลายคนถกเถียงกันตลอดว่า ถ้ามีต้นไม้ใหญ่อยู่แล้ว ตัดหรือเก็บไว้ดี
คำตอบของ Landscape Architecture คือ เก็บไว้ก่อน เสมอ เพราะต้นไม้ใหญ่ที่อยู่มาก่อนคือทรัพยากรที่ซื้อเงินไม่ได้ ต้นไม้อายุ 50 ปีที่ให้ร่มเงาได้เต็มๆ นั้น ถ้าตัดทิ้งแล้วปลูกใหม่ ต้องรอนานมากกว่าจะได้ขนาดเดิม และในระหว่างนั้นก็ต้องติดตั้งร่มบังแดด ระบบชลประทาน และจ่ายค่าไฟสำหรับพัดลมในพื้นที่โล่งแทน
การสำรวจพืชพรรณเดิมที่ดีต้องรวมถึงการจดบันทึกชนิด ขนาด สุขภาพ และความสัมพันธ์กับระบบนิเวศโดยรอบ บางต้นอาจเป็น Invasive Species (พืชต่างถิ่น) ที่ดูเขียวชอุ่มแต่กำลังทำลายพืชพื้นเมืองอยู่เงียบๆ บางต้นอาจเป็น Keystone Species (พืชหลักของระบบนิเวศ) ที่สัตว์หลายชนิดในพื้นที่ต้องอาศัย ถ้าตัดทิ้งโดยไม่รู้ อาจทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดพังพร้อมกัน เหมือนดึงชิ้นส่วนผิดชิ้นออกจากเกม Jenga
มุมมองและทัศนียภาพ (Views & Vistas) เป็นหัวข้อที่ฟังดูสวยงามที่สุด และมันก็สวยจริงๆ Landscape Architect ต้องสำรวจว่าจากจุดไหนในพื้นที่มองออกไปเห็นอะไร มุมไหนสวย มุมไหนน่าเกลียด มุมไหนควรบังไว้
มุมมองที่ดี (Good Views) ต้องถูกออกแบบให้ "เปิด" ไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขา ทะเล หรือแม้แต่สวนสาธารณะที่อยู่ตรงข้าม มุมมองที่ไม่ดี (Bad Views) เช่น โรงงาน กองขยะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องถูก Screen (กั้นบัง) ด้วยต้นไม้ แนวรั้ว หรือลักษณะภูมิประเทศ
แนวคิดที่สำคัญในเรื่องนี้คือ Borrowed Landscape (การยืมทิวทัศน์) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากสวนญี่ปุ่นโบราณ ความหมายคือการออกแบบให้ทิวทัศน์ภายนอกที่อยู่นอกขอบเขตโครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การมองเห็นภายในโครงการ เหมือนสวนญี่ปุ่นที่ออกแบบให้ภูเขาที่อยู่ไกลออกไปดูเป็นฉากหลังของสวน ทั้งที่จริงๆ ภูเขานั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสวนเลย
การสัญจรและการเข้าถึง (Circulation & Access) เป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่ายแต่ซับซ้อนมากในทางปฏิบัติ การสำรวจในหัวข้อนี้ต้องดูว่าถนนและทางเท้าที่มีอยู่เดิมรองรับการเดินทางแบบไหน มีทางเข้าออกกี่จุด ระยะห่างจากระบบขนส่งสาธารณะเป็นเท่าไหร่ และพฤติกรรมการสัญจรของคนในพื้นที่เป็นอย่างไร
เรื่องที่สำคัญมากในยุคนี้คือ Universal Design (การออกแบบเพื่อทุกคน) ซึ่งหมายถึงการทำให้พื้นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีข้อจำกัดด้านร่างกายแบบใด ทางลาด ราวจับ และพื้นผิวสำหรับผู้พิการทางสายตาไม่ใช่แค่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่คือส่วนหนึ่งของ Site Analysis ที่ต้องอ่านว่าพื้นที่ปัจจุบันรองรับหรือยัง
บริบทและการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Context & Land Use) คือการอ่านว่าพื้นที่โดยรอบโครงการเป็นอย่างไร ใกล้เคียงกับอะไร และกฎหมายผังเมืองกำหนดอะไรไว้บ้าง
FAR (Floor Area Ratio หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน) และ OSR (Open Space Ratio หรืออัตราส่วนพื้นที่เปิดโล่ง) คือตัวเลขสำคัญที่ดีไซเนอร์ต้องรู้ก่อนเริ่มโปรเจค ตัวเลขพวกนี้บอกว่าเราสร้างได้มากแค่ไหนและต้องเหลือพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำเท่าไหร่ตามกฎหมาย เรื่องนี้เหมือนตัวละครในนิยาย Crime and Punishment ของ Dostoevsky ที่รู้ว่าจะทำอะไรต้องรับผิดชอบอะไร ออกแบบโดยไม่ดูผังเมืองก่อนคือการก้าวข้ามเส้นที่จ่ายแพงแน่นอนในตอนท้าย
วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ก็อยู่ในหัวข้อนี้ด้วย ถ้าพื้นที่เคยเป็นชุมชนเก่า มีสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น หรือมีความสำคัญทางวัฒนธรรม การออกแบบที่ดีต้องสื่อสารกับประวัติศาสตร์เหล่านั้น ไม่ใช่ลบมันทิ้งแล้วเริ่มใหม่เหมือนกดรีเซ็ตเครื่อง
ระบบสาธารณูปโภค (Utilities) อาจเป็นหัวข้อที่น่าเบื่อที่สุดในรายการ แต่ก็เป็นหัวข้อที่ถ้าพลาดแล้วเจ็บปวดที่สุด การสำรวจต้องรวมถึงระบบน้ำประปา ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำเสีย ท่อก๊าซ และโครงสร้างใต้ดินทั้งหมด
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในงานก่อสร้างทั่วโลกคือการขุดลงไปแล้วชนท่อหรือสายไฟที่ไม่มีในแผนที่ เพราะมีการติดตั้งระบบใหม่ทับซ้อนลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการอัพเดตแผนที่ให้ครบ ในหลายโครงการต้องใช้เทคนิค Ground Penetrating Radar (GPR) หรือเรดาร์สำรวจใต้ดิน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ส่งคลื่นเรดาร์ลงดินเพื่อแมปโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ก่อนที่จะกล้าขุดอะไรลงไป
สุดท้ายคือ ประสาทสัมผัสและสภาพแวดล้อม (Sensory Analysis) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทำให้ Landscape Architecture ต่างจากสาขาอื่นอย่างชัดเจน เพราะเราไม่ได้ออกแบบแค่สิ่งที่มองเห็น แต่ออกแบบประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกประสาทสัมผัส
เสียง (Sound) ในพื้นที่มาจากไหน มีเสียงรถยนต์ เสียงก่อสร้าง หรือเสียงน้ำตกธรรมชาติ การออกแบบ Sound Landscape (ภูมิทัศน์เสียง) ต้องวางต้นไม้เป็นแนว Sound Buffer (กำแพงกันเสียงธรรมชาติ) ในทิศที่เสียงดังมาหรือสร้างเสียงน้ำเพื่อ Mask (กลบ) เสียงที่ไม่พึงประสงค์ออกไป
กลิ่น ความชื้น แสงสว่าง และอุณหภูมิก็อยู่ในหมวดนี้ทั้งหมด คนมักลืมว่าความรู้สึกเย็นสบายในสวนไม่ได้มาจากแค่ร่มเงา แต่มาจากการระเหยของน้ำจากใบไม้ที่เรียกว่า Evapotranspiration ซึ่งต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นสามารถระเหยน้ำออกมาได้หลายร้อยลิตรต่อวัน และลดอุณหภูมิในบริเวณโดยรอบได้จริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Urban Heat Island Effect Mitigation (การลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง) และมันคือหนึ่งในเหตุผลหลักที่โลกยังต้องการ Landscape Architect อยู่ในยุคที่ AI เริ่มทำงานออกแบบแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง
ถ้าสรุปสั้นๆ ทั้งหมดนี้ Site Analysis คือกระบวนการฟังที่ดินพูด ก่อนที่เราจะบังคับให้มันทำตามที่เราต้องการ นักออกแบบที่ข้ามขั้นตอนนี้ไปเพราะคิดว่าเสียเวลา มักใช้เวลาแก้ปัญหาที่ตามมาภายหลังมากกว่าเวลาที่ประหยัดไปหลายเท่า เหมือน Sherlock Holmes ที่ไม่เคยเดินเข้าห้องเกิดเหตุแล้วด่วนสรุป เพราะเขารู้ว่าการสังเกตก่อนทำให้คำตอบแม่นยำกว่าการเดาเสมอ
- Site Analysis คือขั้นตอนแรกของ Site Planning ที่ต้องทำก่อนออกแบบทุกครั้ง
- ประกอบด้วยการวิเคราะห์ภูมิอากาศและแสงแดด ภูมิประเทศ ดิน อุทกวิทยา พืชพรรณเดิม มุมมองทัศนียภาพ การสัญจร บริบทและกฎหมาย ระบบสาธารณูปโภค และประสาทสัมผัส
- ทุกหัวข้อเชื่อมกันหมด ข้ามหัวข้อไหนไปหัวข้อเดียวก็อาจทำให้โปรเจคมีปัญหาในภายหลัง
- ในยุค Climate Change การอ่าน Hydrology และ Climate ถูกต้องกลายเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งกว่าเดิมมาก
- Landscape Architecture ออกแบบไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่ออกแบบประสบการณ์ทั้งหมดของพื้นที่

ความคิดเห็น