site planning คือการอ่านบริบทของสถานที่
เรามีโอกาสได้ไปยืนหน้าห้องสอน site planning ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งถ้าพูดตรงๆ คือมันเป็นวิชาที่เราไม่เคยสอนมาก่อนในชีวิต แต่ไม่รู้ทำไมคณะอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็ตกลงรับเราเข้ามา เดาว่าเพราะโปรไฟล์ฝั่งอาร์ทหนักกว่าฝั่งสถาปัตย์ และคงมองว่านักศึกษาน่าจะได้ซึมซับมุมมองด้าน aesthetic (ความรู้สึกสุนทรีย์ของพื้นที่) บ้าง ซึ่งเรารับเลยโดยไม่ลังเล เพราะมันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้
คำถามคือ site planning คืออะไรกันแน่ สำหรับคนส่วนใหญ่มันคือศาสตร์ที่บอกว่า ตึกควรตั้งตรงไหน ถนนวิ่งยังไง ท่อน้ำฝนลงไปตรงไหน ลมพัดมาทิศไหน คนเดินไปทางนี้ไม่ชน รถจอดได้กี่คัน ซึ่งก็ถูกทั้งหมด แต่มันเป็นแค่ครึ่งเดียวของเรื่อง
สำหรับเราแล้ว site planning คือการอ่านบริบทของสถานที่ ก่อนจะเอาอะไรไปวางลงไปในนั้น
ฟังดูแว่วๆ ยังงั้นแหละ แต่ขอให้ฟังต่อก่อน
มีคำหนึ่งในภาษาญี่ปุ่นชื่อว่า "Ma" (間) แปลตรงๆ ว่า "ช่องว่าง" หรือ "ความเว้นว่าง" แต่ความหมายจริงๆ มันคือ ช่องว่างระหว่างสิ่งต่างๆ ที่มีความหมายในตัวมันเอง สถาปนิกและนักออกแบบญี่ปุ่นใช้ concept นี้มาหลายร้อยปีแล้ว มันบอกว่าความว่างเปล่าไม่ใช่การขาดอะไร มันคือพื้นที่ที่รอให้ความหมายเกิดขึ้น
และนี่แหละคือสิ่งที่ site planning จริงๆ ทำ ก่อนที่จะลากเส้น วางตึก กำหนดทางเดิน คุณต้องเดินเข้าไปในพื้นที่นั้น แล้วถามว่า มันมีเรื่องราวอะไรอยู่แล้ว? ลมมาจากทิศไหน แสงแดดหนักแค่ไหนในช่วงบ่าย ต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงไหน คนในแถบนั้นเขาเดินยังไง เขามองอะไร มีมุมที่เขาหลีกเลี่ยงโดยไม่รู้ตัวมั้ย มีจุดที่เขาหยุดยืนตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีใครบอกมั้ย สิ่งเหล่านี้คือ "genius loci" (จีเนียส โลไซ) ซึ่งเป็นศัพท์ละตินโบราณที่นักออกแบบยืมมาใช้ แปลว่า "วิญญาณของสถานที่" มันไม่ได้หมายถึงผีหรอก แต่หมายถึงลักษณะเฉพาะที่สถานที่นั้นมีอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่ใครจะเข้าไปแตะ
นักออกแบบที่ดีจะเอา genius loci นั้นมาขยายต่อ ไม่ใช่ทับมันหรือลบมันทิ้ง อย่างที่ Tadao Ando สถาปนิกญี่ปุ่นชื่อก้องโลกพูดไว้ว่าเขาไม่ได้ออกแบบอาคาร เขาออกแบบการสนทนาระหว่างอาคารกับแสงและธรรมชาติรอบข้าง Ando มีชื่อเสียงโด่งดังจากการใช้คอนกรีตเปลือยและแสงธรรมชาติในแบบที่ทำให้คนรู้สึกถึงความเงียบและความลึกของสถานที่ ไม่ใช่แค่ดูว่าตึกสวย นี่คือ site planning ที่ไปไกลกว่าแค่การจัดวาง
ที่เราพยายามถ่ายทอดให้นักศึกษาคือ ก่อนจะเปิด AutoCAD (โปรแกรมเขียนแบบสถาปัตย์ที่ใช้กันทั่วโลก) ให้ไปยืนดูพื้นที่ก่อน ไปนั่งดูก่อน ไปสังเกตก่อนว่าแดดตกตรงไหนในตอนเย็น แล้วมันทำให้รู้สึกยังไง มีจุดไหนที่รู้สึกอยากอยู่นานๆ มีจุดไหนที่อยากผ่านไปเลย
นักวางผังเมืองชื่อ William H. Whyte เคยทำการทดลองที่ฮาสุดๆ เขาแค่เอากล้องไปถ่ายวิดีโอ Plaza (ลานสาธารณะ) ต่างๆ ในนิวยอร์กหลายปี แล้วสรุปว่าคนจะเลือกนั่งในจุดที่มีคนผ่านไปมาด้วย ไม่ใช่จุดที่เงียบสงบที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับสัญชาตญาณทั่วไปมากๆ และนี่คือสิ่งที่ไม่มีซอฟต์แวร์ไหนบอกได้ ถ้าไม่ได้ไปยืนดูจริงๆ
สิ่งที่เราหวังจะส่งต่อในห้องเรียนนั้นคือ ไม่ว่าทุกคนจะจบไปทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักออกแบบ หรือแม้แต่นักธุรกิจที่ต้องเลือกทำเลร้าน ทักษะการอ่านบริบทของสถานที่มันใช้ได้กับทุกอย่าง Contextual reading (การอ่านบริบท) คือทักษะที่ทำให้คนที่เคยแค่ "เห็น" กลายเป็นคนที่ "สังเกต" และนั่นคือความต่างที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ต้องบอกตามตรงว่าเรามาในฐานะคนนอกของวงการนี้พอสมควร แต่บางทีมุมมองจากนอกมันทำให้เห็นว่าวงในเขาเอาอะไรบางอย่างเป็น granted (สิ่งที่ถือเป็นเรื่องปกติจนไม่ได้มองใหม่) ไปนานมากแล้ว เหมือนในหนัง Dead Poets Society ที่ครู Keatingให้นักเรียนขึ้นไปยืนบนโต๊ะเพื่อมองห้องเรียนจากมุมใหม่ เพราะบางทีการเปลี่ยนจุดยืนคือทุกอย่าง
ถ้าจะสรุปก็คือ site planning ที่ดีไม่ใช่การยัดของลงไปในพื้นที่ มันคือการฟังพื้นที่ก่อนแล้วค่อยตอบกลับมัน และทักษะการฟังนี้แหละที่เป็นสิ่งหายากที่สุดในโลกของการออกแบบ และในชีวิตทั่วไปด้วย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น