หนังเรื่อง Sully ปี 2016 กำกับโดย Clint Eastwood
มีเรื่องนึงที่เราดูแล้วนั่งเงียบอยู่ในโรงจนเครดิตขึ้น ไม่ใช่เพราะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะหวาดเสียว แต่เพราะกำลังย่อยอะไรบางอย่างในหัวที่มันหนักกว่าที่คิด หนังเรื่องนั้นคือ Sully
เราต้องเล่าให้ทุกคนฟังก่อนว่าเหตุการณ์จริงนี้มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2009 เครื่องบิน US Airways เที่ยวบิน 1549 ขึ้นจากสนามบิน LaGuardia ในนิวยอร์ก ผ่านไปแค่ไม่กี่นาที เครื่องยนต์ทั้งสองดับพร้อมกันเพราะบินเข้าฝูงนกแคนาดาห่านดำ (Canadian Geese) เต็มๆ ตอนนั้นกัปตัน Chesley Sullenberger หรือที่ทุกคนเรียกว่า "ซัลลี่" มีเวลาตัดสินใจประมาณ 208 วินาที หรือสามนาทีนิดๆ ว่าจะทำยังไงกับโลหะหนักหลายสิบตันที่กำลังร่วงลงมากลางเมืองนิวยอร์ก เขาตัดสินใจลงจอดในแม่น้ำฮัดสัน ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 155 คนรอดหมด ทุกคน ไม่มีเจ็บสาหัส สื่อเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "Miracle on the Hudson" (ปาฏิหาริย์บนแม่น้ำฮัดสัน)
ฟังดูเหมือนหนังฮีโร่สุขสันต์ใช่มั้ย เดี๋ยวก่อน
หนังเรื่อง Sully ปี 2016 กำกับโดย Clint Eastwood นำแสดงโดย Tom Hanks มันไม่ได้สนใจจะสร้างฉากดราม่าพีกๆ แบบหนัง Hollywood ทั่วไป ไม่มีฉากคนกอดกันร้องไห้อย่างงดงาม ไม่มีดนตรีประกอบพุ่งฉีดขึ้นสวรรค์ตอนฮีโร่ชนะ หนังเลือกเล่าเรื่องจากมุมที่น่าสนใจกว่านั้นมาก นั่นคือ "สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณช่วยชีวิตคน 155 คนแล้ว"
และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คณะกรรมการสอบสวนความปลอดภัยการบิน (NTSB) ตั้งคำถามว่าซัลลี่ตัดสินใจถูกต้องหรือเปล่า มีการนำข้อมูลใส่ simulator (โปรแกรมจำลองการบิน) เอามาพิสูจน์ว่าถ้าบินกลับไปลงสนามบินก็ทำได้ ซัลลี่จะผิดหรือเปล่า อาชีพที่สร้างมา 40 กว่าปีจะพังในชั่วข้ามคืนหรือเปล่า
เราว่าจุดที่หนังฉลาดที่สุดคือตรงนี้แหละ มันไม่ได้ถามว่า "ฮีโร่คือใคร" แต่มันถามว่า "ระบบที่เราสร้างมาเพื่อจัดการกับความผิดพลาด มันยุติธรรมกับคนที่ทำถูกแล้วหรือเปล่า" ซึ่งเป็นคำถามที่เจ็บปวดกว่ามาก
ประเด็นที่ simulator ถูกโต้แย้งในหนังก็มีฐานข้อมูลจริงรองรับ ในชีวิตจริง ซัลลี่และทีมทนายโต้แย้งว่าการทดสอบ simulator ครั้งแรกของ NTSB นั้นไม่ยุติธรรมเพราะนักบินที่ทดสอบใน simulator รู้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องบินกลับสนามบิน ในขณะที่ซัลลี่ไม่รู้อะไรเลย ต้องประเมินสถานการณ์เองแบบ real-time ต่อมา NTSB จึงเพิ่มเวลา Human Response Factor เข้าไปราว 35 วินาที ผลปรากฏว่าในสถานการณ์จริง การบินกลับสนามบินจะทำให้เครื่องตกกลางเมือง ซัลลี่ถูกต้อง
Tom Hanks เล่นเป็นซัลลี่ได้เงียบและหนักแบบที่เราชอบมาก บางคนดูแล้วบอกว่า "น่าเบื่อ" เพราะไม่มีฉากระเบิดอารมณ์ แต่เราคิดว่านั่นคือจุดแข็งของหนัง เพราะตัวซัลลี่จริงๆ ก็เป็นคนแบบนั้น เขาไม่ได้มานั่งร้องไห้กลางสื่อ เขาแค่ทำหน้าที่แล้วก็อยากกลับบ้าน อย่างที่ Clint Eastwood ชอบทำหนังเกี่ยวกับ "ผู้ชายที่ทำงานของตัวเองโดยไม่ต้องการเสียงปรบมือ" ซึ่งเป็น archetype (ต้นแบบตัวละคร) ที่เขาทำมาตั้งแต่ยุค Dirty Harry แล้ว
ถ้าจะเปรียบให้คลาสสิคหน่อย เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง Hemingway ที่บอกว่าความกล้าหาญที่แท้จริงคือ "grace under pressure" (ความสงบงามภายใต้แรงกดดัน) ซัลลี่ไม่ได้แสดงให้ใครดู เขาแค่ทำ แล้วก็เดินออกมา
สำหรับคะแนนจาก Rotten Tomatoes นั้น หนังได้ Tomatometer 85% จาก 346 รีวิว และ Popcornmeter (คะแนนจากผู้ชมทั่วไป) อีก 84% จากกว่า 25,000 คน [Rotten Tomatoes](https://www.rottentomatoes.com/m/sully) ซึ่งถือว่าไปได้ดีมากสำหรับหนัง drama ที่ไม่มีฉากระเบิดทุกห้านาที นักวิจารณ์สรุปรวมไว้ว่าหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ได้อย่างน่าเชื่อถือ ใช้งานนักแสดงและผู้กำกับที่ล้วนเป็นระดับสุดยอดได้อย่างคุ้มค่า จนออกมาเป็นการยกย่องฮีโร่ธรรมดาได้อย่างซึ้งใจ [Rotten Tomatoes](https://rtv2-production-2-6.rottentomatoes.com/m/sully) ส่วนฝ่ายที่วิจารณ์แบบตรงๆ ก็บอกว่า หนังดูเหมือนสารคดีย้อนเหตุการณ์ ไม่มี character arc (การเปลี่ยนแปลงตัวละคร) ที่ชัดเจน และหนังที่ควรเป็นแค่ 30 นาที ถูกยืดออกมาเป็นชั่วโมงครึ่ง [Rotten Tomatoes](https://www.rottentomatoes.com/m/sully/reviews?type=top_critics&sort=&page=2) ซึ่งเราก็โอเคว่าคำวิจารณ์นั้นมีส่วนถูก แต่ในแง่ความรู้สึกที่มันทิ้งไว้หลังดูจบ มันคุ้มแน่นอน
หนังทำรายได้ทั่วโลกไป 243 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างแค่ 60 ล้านเหรียญ [IMDb](https://www.imdb.com/title/tt3263904/news/) และยังได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Sound Editing ด้วย [Collider](https://collider.com/sully-tom-hanks-streaming/)
สรุปง่ายๆ ว่าหนังเรื่องนี้เป็นแบบไหน ก็คือมันเหมือนคนที่เก่งมากในงานตัวเอง ไม่โวยวาย ไม่โชว์ฟอร์ม แต่พอดูจบแล้วก็ต้องยอมรับว่า เฮ้ย มึงเก่งจริงวะ
สิ่งที่เราเอาไปคิดต่อหลังดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ความถูกต้องไม่ได้พิสูจน์ตัวเองอัตโนมัติ บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำในชีวิตก็ยังต้องมานั่งพิสูจน์ให้คนอื่นเชื่อ และการที่เราเตรียมพร้อมมาตลอดชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเห็น แต่เพื่อให้ตัวเองไม่สั่นในวันที่มันสำคัญที่สุด
- ความพร้อมที่แท้จริงสร้างจากการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นสัญชาตญาณ ไม่ใช่จากการอ่านทฤษฎี
- ระบบและกระบวนการที่ยุติธรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยมนุษย์ (Human Factor) ไม่ใช่แค่ตัวเลขใน simulation
- ความเงียบในวิกฤตคือทักษะ ไม่ใช่ความไม่แยแส
- การถูกตั้งคำถามหลังทำความดีคือส่วนหนึ่งของชีวิต การตอบได้ด้วยข้อเท็จจริงคือชัยชนะที่ยั่งยืนกว่า
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าจำจากเรื่องนี้: Grace under pressure (ความสง่างามภายใต้แรงกดดัน), Situational awareness (ความตระหนักรู้ในสถานการณ์รอบตัวแบบ real-time), Human factor (ปัจจัยมนุษย์ที่ระบบต้องคำนึงถึง), Duty of care (ความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นที่อยู่ในมือเรา)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น