unfair advantage

 เหมือนอย่างเคย กูขอแนะนำตัวก่อน เผื่อมีบางคนเพิ่งหลงเข้ามาแล้วงงว่ามึงเป็นใครวะ

กูชื่อ “มุ่ย” จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
เป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากร เคยไปสอน ไปพูด ไปบรรยายให้ตั้งแต่เด็กมหาลัยยันระดับกระทรวง
กูเคยได้รางวัล Asia Graph ด้านดิจิทัลอาร์ต 3 สมัย
มีพ็อกเกตบุ๊คชื่อ “ลาเจ้านายไปตามฝัน” เคยขายอยู่ตามร้านหนังสือ
ยุค NFT กูก็เคยขายงานได้เป็นร้อยชิ้น (ใช่…ช่วงที่คนยังไม่ด่ากันว่า scam กันทั้งไทม์ไลน์)
ผลงานเคยขึ้นแม็กกาซีนทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ ออกทีวีหลายช่อง
สรุปสั้นๆ กูคือคนที่ลองมาหมดแล้ว ทั้งสายอาร์ต สายสอน สายเขียน สายเพลง
แล้วสุดท้ายกูก็มานั่งพิมพ์คุยกับมึงนี่แหละ
วันนี้กูจะเล่าเรื่องที่โคตรสำคัญ แต่คนชอบเข้าใจผิดกันแบบหน้าตาเฉย
คำว่า
“unfair advantage”
แปลตรงตัวคือ “ความได้เปรียบที่ไม่แฟร์”
แต่เอาจริงๆ มันไม่ใช่โกง มันคือ “แต้มต่อชีวิต” ที่มึงมี แล้วคนอื่นไม่มี
ฟังดูเหมือนพล็อตตัวร้ายในหนัง Marvel ใช่มั้ย
แบบไอ้ตัวที่เกิดมาพร้อมพลังพิเศษ ส่วนพระเอกต้องโดนแมงมุมกัดก่อนถึงจะเก่ง
แต่โลกจริงมันไม่ dramatic แบบนั้น
มันเงียบกว่านั้น และโคตรเนียนกว่านั้น
.
ลองนึกภาพง่ายๆ
เด็กสองคนวาดรูปเหมือนกัน
คนหนึ่งโตมากับบ้านที่มีหนังสือศิลปะ มีพ่อแม่สนับสนุน
อีกคนเพิ่งรู้จักคำว่า “composition” ตอนอายุ 20
ผลงานออกมาใกล้กัน แต่ “ต้นทุน” ไม่เท่ากัน
นี่แหละ unfair advantage
.
แล้วปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ “ไม่รู้ว่าตัวเองมีมัน”
แม่งเหมือนมึงมีดาบเลเซอร์แบบเจได
แต่เสือกใช้มันหั่นผักอยู่ในครัว
แล้วบ่นว่า “ชีวิตกูธรรมดาจังวะ”
.
Unfair advantage มันมีหลายแบบมาก
บางคนมี “network” (เครือข่ายคนรู้จักที่ช่วยเปิดโอกาส)
บางคนมี “taste” (รสนิยม/เซนส์ที่แยกของดีออกจากของกากได้)
บางคนมี “story” (เรื่องเล่าชีวิตที่ขายได้)
บางคนมี “skill stacking” (การรวมทักษะหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น วาด + เขียน + เล่าเรื่อง = โคตรโกง)
อย่างกูเอง ถ้าจะพูดตรงๆ แบบไม่เฟค
unfair advantage ของกูไม่ใช่แค่วาดรูปเก่ง
แต่คือ
กู “เล่าเรื่องยากให้คนโง่เข้าใจได้”
ซึ่งฟังดูเหมือนด่า
แต่จริงๆ มันคือ skill ระดับโคตร rare
เพราะคนเก่งส่วนใหญ่ “อธิบายไม่เป็น”
ส่วนคนอธิบายเก่ง “ไม่ได้เข้าใจลึก”
แต่ถ้ามึงมีสองอย่างพร้อมกัน
เกมมันจะไม่แฟร์ทันที
.
มีงานวิจัยด้าน cognitive science (วิทยาศาสตร์การรับรู้) บอกว่า
คนที่เข้าใจอะไรจริงๆ จะสามารถ “simplify” (ทำให้มันง่าย) ได้
ถ้ามึงอธิบายแล้วคนงง
มีโอกาสสูงว่า “มึงยังไม่เข้าใจจริง”
.
แล้วทำไมมึงต้องหา unfair advantage ของตัวเอง?
เพราะโลกมันไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนพยายามที่สุด”
แต่มันให้รางวัลกับ “คนที่เล่นเกมถูกสนาม”
เหมือนเอาปลาไปแข่งปีนต้นไม้
มันพยายามแค่ไหนก็แพ้ลิงอยู่ดี
.
ในวงการกีฬา มีคำหนึ่งโคตรจริง
“Play to your strengths”
แปลว่า “เล่นในจุดที่มึงเก่ง”
นักบาสสูง 2 เมตร ไม่ไปแข่งวิ่ง 100 เมตร
นักว่ายน้ำไม่ไปเตะบอล
แต่คนทั่วไปชอบทำตรงข้าม
ชอบไปพยายามในสิ่งที่ตัวเอง “ไม่ได้เปรียบ”
แล้วก็สรุปว่า
“กูไม่เก่ง”
ทั้งที่จริงคือ
“มึงอยู่ผิดเกม”
.
กูเคยอ่านวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง
ตัวละครมันพยายามทั้งชีวิตเพื่อเป็น “คนที่คนอื่นอยากให้เป็น”
สุดท้ายมันพัง
เพราะมันไม่เคยถามตัวเองเลยว่า
“กูมีอะไรที่คนอื่นไม่มี”
.
วิธีหา unfair advantage ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
ลองถามตัวเองตรงๆ
อะไรที่มึงทำแล้ว “มันง่ายกว่าคนอื่นแบบน่ารำคาญ”
อะไรที่คนอื่นชมมึงบ่อยๆ แต่ตัวมึงรู้สึกว่า “ก็ปกติปะวะ”
อะไรที่มึงทำแล้ว “ไม่เหนื่อย แต่คนอื่นบอกว่าโคตรยาก”
นั่นแหละ clue
.
สรุปข่าวสั้นๆ ให้เอาไปคิดต่อ
โลกไม่ได้แฟร์ และไม่เคยแฟร์ แต่คนที่เข้าใจเกม จะใช้ความไม่แฟร์ให้เป็นประโยชน์
ความสำเร็จไม่ใช่เรื่อง “ขยันอย่างเดียว” แต่มันคือ “ขยันในจุดที่ได้เปรียบ”
ถ้ามึงยังหาจุดนั้นไม่เจอ ชีวิตจะรู้สึกเหมือน “พยายามเยอะ แต่ไม่ไปไหน”
.
สุดท้ายกูจะฝากคำหนึ่งไว้
“Leverage” (การใช้แรงน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก)
คนฉลาดไม่ได้ทำงานหนักกว่า
แต่เขา “งัด” สิ่งที่ตัวเองมีได้เก่งกว่า
เหมือนใช้คานงัดหิน
แทนที่จะเอาหัวไปโขก
.
ถ้าวันนี้มึงยังรู้สึกว่าเหนื่อย แต่ไม่โต
อาจไม่ใช่เพราะมึงไม่เก่ง
แต่อาจเป็นเพราะ
มึงยังไม่รู้ว่า “ดาบเลเซอร์ของมึงอยู่ตรงไหน”

ความคิดเห็น