เราเคยสงสัยกันไหมว่า...ทำไมในความสัมพันธ์แบบทวินเฟลม (Twin Flame) ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า Divine Feminine ถึงมักจะเป็นฝ่าย "ตื่นรู้" ก่อน

เราเคยสงสัยกันไหมว่า...ทำไมในความสัมพันธ์แบบทวินเฟลม (Twin Flame) ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า Divine Feminine ถึงมักจะเป็นฝ่าย "ตื่นรู้" ก่อนแล้ววิ่งหนีออกจากความสัมพันธ์ ในขณะที่ Divine Masculine กลายเป็นฝ่ายไล่ตาม ทั้งๆ ที่ชื่อก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเป็นพลังงาน "สตรีศักดิ์สิทธิ์" กับ "บุรุษศักดิ์สิทธิ์" แต่ทำไมพลังงานพวกนี้ถึงไม่เกี่ยวกับเพศเลย



ถ้าใครเคยดู Inception ของ Christopher Nolan เราว่าพลังงาน Divine Feminine คล้ายกับตัวละครมอลล์ (Mal) ภรรยาของคอบบ์ ที่เหมือน "ตื่น" และเข้าใจความจริงบางอย่างลึกซึ้งกว่า แต่ความเจ็บปวดจากความจริงนั้นทำให้เธอไม่อยากอยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป เช่นเดียวกับคนที่เป็น Divine Feminine พอรู้สึกตัวว่าความสัมพันธ์มันมีอะไรลึกซึ้งเกินกว่ารักโรแมนติกทั่วไป ก็เริ่มกลัวความรู้สึกเหล่านั้นจน "หนี" ออกมา

แล้วทำไม Divine Feminine ถึงมักตื่นรู้ก่อน?

หลักปรัชญาและจิตวิทยาหลายแขนงมองว่าพลังงาน Feminine (หยิน) เกี่ยวข้องกับการรับรู้ ความรู้สึก อารมณ์ จินตนาการ และความเข้าใจแบบไร้เหตุผล ในขณะที่ Masculine (หยาง) เน้นการกระทำ เหตุผล ความมั่นคง และตรรกะ นั่นทำให้พลังงาน Feminine มีแนวโน้มจะ "เปิดรับ" พลังงานอารมณ์และจิตวิญญาณได้เร็วกว่า คล้ายกับการที่คนเรามักจะ "รู้สึก" ก่อนที่จะเข้าใจเหตุผลทางตรรกะเสียอีก เช่น เวลาดูหนังเศร้าแล้วร้องไห้ ทั้งที่บางครั้งยังอธิบายไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมเศร้า

Divine Feminine จึงมักจะเป็นฝ่ายที่ "สัมผัส" ความเชื่อมโยงระดับจิตวิญญาณของความสัมพันธ์ได้ก่อน พวกเขาอาจรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้มีพลังงานพิเศษบางอย่างที่เหนือกว่าความรักทั่วไป แต่เพราะมันลึกเกินไปและขยายตัวตนของเราออกไปจนไม่อาจควบคุมได้ มันจึงทำให้กลัว ความเจ็บปวดจากความรักแบบไม่มีเงื่อนไขมันแรงมากจน Divine Feminine ต้องหนี คล้ายๆ กับที่ Neil Gaiman เคยเขียนไว้ใน The Sandman ว่า "Love is not something that can be controlled, and sometimes it hurts too much to hold onto."

แล้วทำไม Divine Feminine ถึงหนี?

จิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า Avoidant Attachment หรือพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการใกล้ชิด เพราะความกลัวความเจ็บปวดหรือกลัวว่าจะสูญเสียตัวเองในความสัมพันธ์ ความรักที่เข้มข้นเกินไปทำให้เกิดกลไกการปกป้องตัวเอง เหมือนเด็กที่เคยถูกทิ้งและพอโตมาก็กลัวความใกล้ชิด จึงเลือก "หนี" เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเจ็บปวดมากกว่านี้

เหมือนกับ Forrest Gump ที่เจนนี่หนีฟอร์เรสต์ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะเธอไม่รัก แต่เพราะเธอรักมากจนกลัวว่าจะทำลายตัวเองและฟอร์เรสต์ในกระบวนการนั้น

ในขณะที่ Divine Masculine มักจะเป็นฝ่ายไล่ตาม

พลังงาน Masculine ที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความพยายามจะ "ทำความเข้าใจ" ทุกอย่างแบบเป็นรูปธรรม Divine Masculine จึงมักเป็นฝ่ายที่ไม่เข้าใจความรู้สึกซับซ้อนขนาดนั้นในตอนแรก พวกเขาอาจจะรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลตรรกะ ทำให้ต้องไล่ตามเพื่อหาคำตอบ

ในหนัง Interstellar ของ Nolan อีกเช่นกัน คูเปอร์ (Matthew McConaughey) ไม่เข้าใจ "พลังงานความรัก" ที่แบรนด์พูดถึงตอนต้นเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับลูกสาวและช่วยให้เขากลับบ้านได้คือความรักที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

แล้วเราจะออกจากลูปนี้ได้ยังไง?

สิ่งที่ Divine Feminine ต้องเรียนรู้ไม่ใช่การ "หนี" แต่คือการเปิดรับความรักและความเจ็บปวดอย่างไม่หวาดกลัว เข้าใจว่าความรักแท้จริงแล้วคือการเติบโตและการยอมรับตัวเองแบบไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่ Divine Masculine ต้องเรียนรู้การเปิดใจรับอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่ต้องพยายามควบคุมทุกอย่าง

การรวมพลังงานทั้งสองให้สมดุลในตัวเองต่างหากถึงจะทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าได้ เพราะทวินเฟลมไม่ใช่เรื่องของ "การตามหาใคร" แต่เป็นการตามหา ตัวเอง ในกระจกเงาของอีกฝ่ายต่างหาก

เหมือนที่ Rumi เคยเขียนไว้ว่า “The wound is the place where the Light enters you.” ความเจ็บปวดจากความรักในความสัมพันธ์ทวินเฟลม จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนี แต่เป็นสิ่งที่เปิดช่องทางให้แสงสว่างและความเข้าใจตัวเองได้เข้าไปแทน

แล้วทุกคนล่ะ เคยเจอความสัมพันธ์ที่ทำให้ต้องวิ่งหนีหรือไล่ตามขนาดนี้ไหม?


ความคิดเห็น