ฮาเรมนอกบ้าน: ศาสตร์และศิลป์ของผู้ชายที่โลกประณาม แต่วิวัฒนาการปรบมือให้

 


มนุษย์ผู้ชายมีแนวโน้มทางชีววิทยาที่ไม่ใช่สัตว์ monogamy (รักเดียวใจเดียว) โดยธรรมชาติ การมีความสัมพันธ์หลายคนพร้อมกันมีความเสี่ยงทางจิตใจและความสัมพันธ์สูงมาก สังคมที่จำกัดการพบปะก่อนแต่งงานสร้างปัญหาการรู้จักกันจริงก่อนผูกมัด ทางออกที่ดีที่สุดคือความซื่อสัตย์และการสื่อสารในความสัมพันธ์ เอาล่ะ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องที่ทุกคนรู้ว่ามีอยู่จริง แต่ไม่มีใครอยากพูดถึงในที่สาธารณะ เหมือน Voldemort ในโลก Harry Potter คือพูดชื่อไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริงวะ เรื่องของผู้ชายที่มี "ฮาเรมนอกบ้าน" ก่อนอื่นเลย เราต้องพูดถึงความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่หลายคนไม่อยากได้ยิน นักชีววิทยาวิวัฒนาการอย่าง Robert Trivers และ David Buss ได้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มาหลายสิบปี แล้วสรุปออกมาว่า มนุษย์ผู้ชายทางชีววิทยาแล้ว ไม่ได้ถูก "โปรแกรม" มาให้รักเดียวใจเดียวโดยธรรมชาติ เราเป็น "facultative polygynist" (สัตว์ที่มีศักยภาพในการมีคู่หลายคนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) ต่างจากนกกระจอกเทศหรืออัลบาทรอสที่ monogamy จริงๆ ในระดับ DNA พูดง่ายๆ คือ ถ้าวิวัฒนาการเป็นบริษัท มันออกแบบผู้ชายมาให้ "spread the genes" (กระจายยีน) ให้ได้มากที่สุด ส่วนผู้หญิงถูกออกแบบมาให้เลือก "คุณภาพ" ของยีนให้ดีที่สุด นี่คือ Sexual Selection Theory ของ Darwin ที่คนมักลืมพูดถึงตอนเรียนชีววิทยา แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปแก้ตัวกับแฟนนะ ทีนี้มาถึงประเด็นที่น่าสนใจกว่า คือเรื่องสังคมที่ไม่ให้ผู้ชายผู้หญิง "รู้จักกันจริง" ก่อนแต่งงาน ในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะสังคมอนุรักษ์นิยมในเอเชียและตะวันออกกลาง การที่หนุ่มสาวจะนั่งคุยกัน กินข้าวด้วยกัน หรือรู้จักนิสัยกันจริงๆ ก่อนแต่งงาน มันถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่พอแต่งงานแล้วกลับต้องใช้ชีวิตด้วยกันไปตลอด นี่มันก็เหมือนกับการที่คุณต้องซื้อรถโดยไม่ได้ทดลองขับ แถมยังอ่านรีวิวไม่ได้ด้วย แล้วพอซื้อแล้วบ่นไม่ได้อีก Leo Tolstoy เขียนเรื่อง Anna Karenina ไว้ดีมากเลย ตัวละครหลายคนในนั้นแต่งงานเพราะสังคมบังคับ แล้วก็ไปหาความสุขที่อื่น แล้วก็จบชีวิตอย่างน่าเศร้า Tolstoy บอกเป็นนัยว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "คนชั่ว" แต่อยู่ที่ระบบที่บีบให้คนต้องโกหกตัวเอง กลับมาเรื่องฮาเรมนอกบ้าน ทำไมผู้ชายถึงทำแบบนี้แล้วรู้สึกว่า "ดี" นักจิตวิทยาเรียกมันว่า Coolidge Effect ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงมนุษย์ คือสมองจะหลั่ง dopamine (สารแห่งความสุขและแรงจูงใจ) มากกว่าปกติเมื่อเจอสิ่งใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องเพศ ชื่อนี้มาจากเรื่องเล่าขำๆ เกี่ยวกับประธานาธิบดี Coolidge ของอเมริกาที่ภรรยาสังเกตว่าไก่ตัวผู้มันไม่เบื่อที่จะ... ทำกิจกรรมกับตัวเมียหลายตัว ฉะนั้นผู้ชายที่มีฮาเรมนอกบ้านไม่ได้ "ชั่ว" ในแง่ชีววิทยา แต่กำลัง "ทำตามโปรแกรม" ที่วิวัฒนาการฝังมาให้ ปัญหาคือมนุษย์ไม่ใช่แค่สัตว์ มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า prefrontal cortex (สมองส่วนหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจและจริยธรรม) ซึ่งแยกเราออกจากสัตว์อื่นๆ ความเสี่ยงที่ทุกคนมักมองข้ามคือเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่แค่เรื่องถูกจับได้ มีงานวิจัยจาก Journal of Social and Personal Relationships ที่พบว่า ผู้ชายที่มีความสัมพันธ์ซ้อนอยู่มักประสบกับ "cognitive dissonance" (ความขัดแย้งทางความคิด) สูงมาก คือสมองต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อ "rationalize" (หาเหตุผลให้ตัวเอง) ว่าสิ่งที่ทำอยู่โอเค ผลคือระดับ cortisol (ฮอร์โมนความเครียด) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกระทบสุขภาพระยะยาว และความเสี่ยงที่สูงที่สุดของการมีฮาเรม คือ "emotional entanglement" (การพัวพันทางอารมณ์) ที่ไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนเคยคิดว่าจะเล่นๆ ไม่ได้จริงจัง แต่สมองมนุษย์ผลิต oxytocin (ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน) ออกมาโดยอัตโนมัติเวลาสนิทกับคนอื่น ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือเปล่า นี่แหละคือจุดที่ฮาเรมเริ่มพังทลาย ไม่ใช่เพราะถูกจับได้ แต่เพราะคนในฮาเรมเริ่มรู้สึกจริง และผู้ชายเองก็เริ่มรู้สึกจริง แล้วก็ไม่รู้จะจัดการยังไง ทางออกที่เราคิดว่าฉลาดที่สุดสำหรับผู้ชายที่อยู่ในสถานการณ์นี้จริงๆ คือ "radical honesty" (ความซื่อสัตย์แบบถึงที่สุด) Esther Perel นักจิตบำบัดชื่อดังระดับโลกที่เขียนหนังสือ Mating in Captivity บอกไว้ว่า ปัญหาของความสัมพันธ์สมัยใหม่คือเราคาดหวังให้คนๆ เดียวมาเป็นทุกอย่างให้เรา ทั้ง partner ทั้งเพื่อนที่ดีที่สุด ทั้ง lover ทั้ง therapist สิ่งที่เธอแนะนำคือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับคู่รัก แล้วหาโมเดลความสัมพันธ์ที่เหมาะกับทั้งคู่จริงๆ บางคู่เลือก ethical non-monogamy (การมีความสัมพันธ์หลายคนอย่างเปิดเผยและยินยอมทุกฝ่าย) บางคู่เลือกที่จะสู้กับแรงกระตุ้นทางชีววิทยาด้วยการลงทุนกับความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น สิ่งที่ไม่ work ในระยะยาว คือการโกหกทั้งตัวเองและคนอื่น เพราะ "The truth will set you free, but first it will piss you off" อย่างที่ Gloria Steinem เคยพูดไว้ สรุปสั้นๆ ว่าเราคิดยังไงเรื่องนี้ การมีฮาเรมนอกบ้านคือการแก้ปัญหาที่ถูกต้องในระยะสั้นแต่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิงในระยะยาว มันคือการ "กินยาพักร้อน" (ยาที่แก้อาการชั่วคราวแต่ไม่ได้รักษาโรค) แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้นเหตุที่แท้จริงมักไม่ใช่ "ต้องการผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคน" แต่เป็น "ขาดบางอย่างในชีวิตหรือความสัมพันธ์ปัจจุบัน" ซึ่งอาจเป็นความตื่นเต้น ความรู้สึกมีคุณค่า การยอมรับ หรือแค่การมีคนฟังจริงๆ และสิ่งเหล่านั้นหาได้จากการพัฒนาตัวเองและสื่อสารกับคู่ชีวิต ซึ่งยากกว่าการหาฮาเรมมาก แต่ก็คุ้มค่ากว่ามากเช่นกัน

ความคิดเห็น