ดันไปเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เก่าแก่ตัวหนึ่งชื่อ Gresham’s Law
เมื่อคืนเรานั่งไถมือถือไปเรื่อย ๆ แล้วดันไปเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เก่าแก่ตัวหนึ่งชื่อ Gresham’s Law ฟังชื่อเหมือนตัวร้ายในหนังสายลับ แต่จริง ๆ มันคือกฎที่โคตรมนุษย์โลกเลย
สรุปง่ายแบบเด็กประถมเข้าใจคือ
“เงินเลวจะไล่เงินดีออกจากระบบ”
ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า
Bad money drives out good.
ฟังดูเหมือนมุกกวน ๆ แต่ในโลกจริงมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์ใส่มงกุฎเดินถือเหรียญเงินแล้ว
สมัยก่อนเหรียญเงินทำจากโลหะเงินจริง ๆ เช่น เงินหรือทอง แต่ปัญหาคือกษัตริย์บางองค์อยากมีเงินใช้เพิ่ม ก็เลยทำเหรียญใหม่ที่ ผสมโลหะถูก ๆ ลงไป เหรียญดูเหมือนเดิม แต่คุณภาพห่วยลง
ผลคืออะไร
ประชาชนไม่ได้โง่
พวกเขาเริ่มคิดแบบนี้
เหรียญเก่าที่ทำจากเงินแท้ = เก็บไว้ก่อน
เหรียญใหม่ที่โลหะกาก ๆ = เอาไปใช้จ่าย
สุดท้ายในตลาดก็จะเหลือแต่เหรียญห่วย ๆ หมุนเวียนอยู่
ส่วนเหรียญดี ๆ หายไปไหน
คนเก็บไว้ในลิ้นชักหมด
นี่แหละ Gresham’s Law แบบบ้าน ๆ
เหมือนเวลาเพื่อนยืมหนังสือดี ๆ ไปอ่าน
แล้วเราดันให้เล่มที่ปกยับไปแทน
ของดีเก็บ ของกากปล่อย
มนุษย์เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ยุคโรมันยันยุคคริปโต
ทีนี้เรื่องมันไม่ได้จบแค่เหรียญเงิน เพราะกฎนี้มันดันใช้กับ ชีวิตจริง ได้ด้วย
ลองคิดภาพง่าย ๆ
ถ้าสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วย Noise
(Noise = สิ่งรบกวน ข้อมูลมั่ว ข่าวปลอม คนพูดเยอะแต่ทำอะไรไม่เป็น)
คนเก่งจริง คนคุณภาพสูง หรือสิ่งที่มีคุณค่า
มันจะเริ่มทำตัวเหมือนเหรียญเงินแท้
คือ เก็บตัว
ไม่ค่อยอยากเข้าไปปะปน
เหมือนฉากหนึ่งในหนังเรื่อง
The Dark Knight
ที่โจ๊กเกอร์พูดประมาณว่า
“Introduce a little anarchy…”
แปลแบบบ้าน ๆ คือ
ถ้าระบบเริ่มวุ่นวาย คนดี ๆ จะเริ่มไม่เล่นเกมนั้น
มันไม่คุ้ม
นี่แหละที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า
Market Distortion (ตลาดบิดเบือน)
คือราคาหรือคุณค่าในตลาดมันเริ่มไม่สะท้อนของจริงแล้ว
ของกากดัง
ของดีเงียบ
ทุกคนเคยเห็นปรากฏการณ์นี้ในโซเชียล
คลิปเต้น 7 วินาทีได้ล้านวิว
บทความดี ๆ อ่านกันอยู่สามคน
ไม่ต้องตกใจ
มันไม่ใช่โลกพัง
มันแค่ Gresham’s Law เวอร์ชัน TikTok
ทีนี้มีคำอีกคำหนึ่งที่สำคัญมาก
Hidden Cost (ต้นทุนแฝง)
แปลตรงตัวคือ “ค่าเสียหายที่เราไม่เห็นทันที”
เช่น
ถ้าทุกคนใช้เวลากับของคุณภาพต่ำ
สมองจะเริ่มเคยชินกับมาตรฐานต่ำ
สุดท้ายพอเจอของดีจริง
ดันรู้สึกว่า “ยากเกิน”
เหมือนเด็กที่ดูแต่คลิปสั้น
แล้วอ่านนิยายไม่จบ
สมองโดนฝึกมาแบบนั้น
ในเศรษฐศาสตร์มันเรียกว่า
Adverse Selection (การคัดเลือกแบบผิดฝั่ง)
ระบบเริ่มดึงของแย่เข้ามา
แล้วผลักของดีออกไป
เหมือนร้านอาหารที่เปิดใหม่
ถ้าปล่อยให้ลูกค้าที่จ่ายช้า โวยวาย หรือเรื่องมากเต็มร้าน
ลูกค้าที่ดีจะหายไปเอง
ไม่ต้องไล่
เขาเดินออกเอง
นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เลยพูดอีกเวอร์ชันหนึ่งว่า
ถ้าอยากให้ตลาดอยู่รอด
ต้องมี Signal และ Filter
Signal = สัญญาณบอกคุณภาพ
Filter = ตัวกรอง
เช่น
ดาวรีวิว
ใบรับรอง
ชื่อเสียง
มาตรฐาน
สิ่งพวกนี้คือ “เครื่องกรองเงินเลว”
ถ้าไม่มี
ตลาดจะเริ่มเหมือนโรงอาหารตอนพักเที่ยง
ใครเสียงดังกว่าชนะ
ตรงนี้แหละที่เราว่ามันใช้กับชีวิตได้โคตรดี
บางทีการ ตัดวงจร ไม่ใช่เรื่องอารมณ์
มันคือการทำ System Cleanup
คำนี้ในวงการคอมพิวเตอร์หมายถึง
การลบไฟล์ขยะออกจากระบบ
ถ้าไม่ลบ
เครื่องจะช้า
ชีวิตคนก็เหมือนกัน
บางทีปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงินดี
แต่เราเก็บมันไว้ในระบบที่เต็มไปด้วยเหรียญปลอม
มันเลยไม่อยากออกมาหมุน
นักลงทุนระดับโลกอย่าง
Warren Buffett
เคยพูดประโยคหนึ่งที่เข้ากับเรื่องนี้มาก
“Price is what you pay. Value is what you get.”
ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย
คุณค่าคือสิ่งที่เราได้
ตลาดบางช่วงราคาอาจบ้า
แต่คุณค่าของจริงมันยังอยู่
แค่คนเก็บมันไว้เฉย ๆ
เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงนิยายคลาสสิกอย่าง
The Great Gatsby
ในเรื่องนั้นสังคมดูหรูหรา
แต่จริง ๆ เต็มไปด้วยภาพลวง
คนที่มีคุณค่าจริงกลับโดดเดี่ยว
ฟังดูเศร้า แต่ความจริงมันให้บทเรียนดีมาก
โลกไม่ได้ขาดของดี
โลกแค่ขาดพื้นที่ให้ของดีทำงาน
เพราะงั้นบางครั้งการรักษาสมดุลหรือ Equilibrium (จุดสมดุลของระบบ)
ไม่ได้แปลว่าเราต้องทนอยู่กับทุกอย่าง
แต่หมายถึง
เลือกสนามที่เหมาะกับคุณค่าของเรา
เหมือนซามูไรในหนัง
เขาไม่ไปสู้ในบาร์เหล้า
เขาเลือกสนามประลอง
ชีวิตก็เหมือนกัน
ไม่ใช่ทุกตลาดที่เราต้องลงไปเล่น
ก่อนจบ เราสรุปข่าวเศรษฐศาสตร์ชีวิตแบบสั้น ๆ เผื่อทุกคนเอาไปใช้ได้
Gresham’s Law บอกว่าเมื่อของแย่เต็มระบบ ของดีจะหายไปเอง
ตลาดหรือสังคมที่ไม่มีตัวกรอง คุณภาพจะค่อย ๆ ลดลง
Hidden Cost คือต้นทุนที่เกิดจากการอยู่กับมาตรฐานต่ำเป็นเวลานาน
การสร้าง Signal และ Filter ทำให้ของดีมีพื้นที่กลับมา
บางครั้งการออกจากระบบที่วุ่นวาย ไม่ใช่การแพ้ แต่คือการรักษาคุณค่า
สุดท้ายนี้เราชอบสำนวนภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่งที่เข้ากับเรื่องนี้มาก
“Garbage in, garbage out.”
แปลตรง ๆ คือ
ใส่ขยะเข้าไป ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นขยะ
ระบบ
ตลาด
ความสัมพันธ์
หรือแม้แต่สมองเรา
กฎเดียวกันหมด
เพราะงั้นถ้าวันหนึ่งทุกคนรู้สึกว่าโลกมันเต็มไปด้วยเสียงดัง ๆ ของอะไรแปลก ๆ
อย่าเพิ่งคิดว่าโลกพัง
บางที “เงินดี” แค่กำลังนั่งเงียบอยู่ในลิ้นชัก
รอวันที่ตลาดกลับมามีสติอีกครั้ง
แล้วตอนนั้นแหละ ของจริงจะกลับมาเดินอย่างสง่างามในระบบ
ส่วนเหรียญปลอม
ก็ยังวิ่งวุ่นอยู่ในตลาดเหมือนเดิม
วุ่นวายเหมือนฉากไล่ล่าในหนังแอ็กชัน
แต่ไม่เคยมีมูลค่าจริงตั้งแต่แรกเลยวะ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น