นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า Liquidity หรือ สภาพคล่อง

 บอกไว้ก่อนนะว่าที่เราศึกษาเรื่องพวกนี้เพราะว่าเราอยากจะคุยกับคนรักรู้เรื่องก็เลยต้องศึกษาเอาไว้อาจจะเป็นมุมมองที่ basic หน่อยเพราะว่าเราเพิ่งเรียนรู้ใหม่

แต่ก็ถือว่าถ้าคนที่เพิ่งเริ่มต้นก็จะอ่านบทความเราแล้วไม่ยากมากนักสามารถเข้าใจได้ทันที
มีอยู่วันหนึ่งเราไปนั่งกินกาแฟ แล้วเผลอไปฟังโต๊ะข้าง ๆ คุยเรื่องการลงทุนแบบจริงจังมาก น้ำเสียงเหมือนกำลังวางแผนยึดครองโลก
คนหนึ่งพูดว่า
“พอร์ตผมมีอสังหาเยอะนะ มูลค่าเป็นร้อยล้าน”
อีกคนถามสั้น ๆ
“แล้วเงินสดล่ะ”
เงียบทั้งโต๊ะ
ภาพมันเหมือนฉากในหนังโจรปล้นธนาคาร ที่ตัวละครพูดว่า “เรารวยแล้วเว้ย” แต่พอถึงเวลาหนีจริง ดันไม่มีรถ
นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า Liquidity หรือ สภาพคล่อง
คำนี้ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์เยอะ แปลว่า “แปลงเป็นเงินสดได้เร็วแค่ไหน”
เงินสดนี่คือพระเอกของเรื่อง เพราะมันคือสิ่งที่เอาไปใช้ได้ทันที
บ้าน ที่ดิน คอนโด ภาพวาด รถสปอร์ต มูลค่าอาจสูงมาก แต่เวลาจะขายจริงมันต้องใช้เวลา เหมือนในหนังซามูไรที่ตัวเอกมีดาบเทพ แต่ดันลืมพกไปตอนโดนรุม
เศรษฐศาสตร์เลยเรียกว่า
“Liquid Asset” (สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย)
เงินสดคือ liquid ที่สุด
หุ้นก็ถือว่า liquid พอสมควร
บ้านกับที่ดินนี่ช้าหน่อย บางทีต้องรอเป็นเดือนหรือเป็นปี
และในวิกฤตการเงิน ประวัติศาสตร์มันสอนเราซ้ำ ๆ ว่า
บริษัทที่ตายก่อนเพื่อน
ไม่ใช่บริษัทที่จน
แต่คือบริษัทที่ “เงินสดหมด”
ปี 2008 ตอนเกิด วิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) บริษัทใหญ่หลายแห่งมีสินทรัพย์มหาศาล แต่พอเงินสดขาด การหมุนเงินสะดุด ระบบมันก็เหมือนหัวใจหยุดเต้น
เงินสดในโลกธุรกิจเลยเหมือน “ออกซิเจน”
ไม่มีมัน ไม่ได้ตายทันที
แต่ตายแน่นอน
ทีนี้พอพูดถึงการลงทุน หลายคนก็เริ่มพูดถึงคำที่ฟังดูเท่เหมือนเวทมนตร์
Asset Allocation
คำนี้แปลบ้าน ๆ คือ
“อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว”
สำนวนอังกฤษเรียกว่า
Don’t put all your eggs in one basket
ถ้าตะกร้าหล่น ไข่แตกหมด
นักลงทุนระดับตำนานอย่าง
Ray Dalio
ถึงกับเรียกการกระจายความเสี่ยงว่า
“Holy Grail of Investing”
(Holy Grail คือจอกศักดิ์สิทธิ์ในตำนานยุโรป หมายถึงสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนตามหา)
พูดง่าย ๆ
ถ้าเงินทั้งหมดอยู่ในสินทรัพย์เดียว
ชีวิตจะเหมือนเล่นโป๊กเกอร์แบบ All-in
ได้ก็รวย
พลาดก็จบ
แต่ถ้ากระจายไปหลายอย่าง เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เวลาเศรษฐกิจแกว่ง พอร์ตมันจะไม่เหวี่ยงแรงเกินไป
หลักการนี้ในโลกการเงินเรียกว่า
Diversification (การกระจายความเสี่ยง)
และที่น่าสนใจคือ งานวิจัยด้านการลงทุนสมัยใหม่บอกว่า
ผลตอบแทนของพอร์ต
กว่า 80-90% มาจาก “การจัดสรรสินทรัพย์”
ไม่ใช่การเลือกหุ้นเทพ
พูดง่าย ๆ
บางทีไม่ต้องเป็นอัจฉริยะเลือกหุ้น
แค่จัดพอร์ตไม่โง่
ชีวิตก็ชนะตลาดไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ทีนี้มีอีกคำที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ขู่คน
Yield Curve
มันคือกราฟของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ตามระยะเวลา
ปกติพันธบัตรระยะยาวต้องให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะนักลงทุนต้องรอนานกว่า
แต่ถ้าวันหนึ่งมันกลับหัว
ดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่า
เศรษฐศาสตร์เรียกมันว่า
Inverted Yield Curve
(เส้นผลตอบแทนกลับด้าน)
มันเหมือนสัญญาณเตือนภัยในหนังไซไฟ ที่ไฟแดงเริ่มกระพริบ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ก่อนเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
สัญญาณนี้มักปรากฏก่อน
ไม่ใช่คำทำนายอนาคตแบบหมอดู แต่มันสะท้อนว่าตลาดกำลังกลัวอนาคต
นักลงทุนเลยแห่ซื้อพันธบัตรระยะยาว ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลง
สรุปง่าย ๆ
ตลาดกำลังบอกว่า
“อนาคตอาจไม่ค่อยดีนะเพื่อน”
แล้วเราก็มาถึงเวทมนตร์จริงของโลกการเงิน
Compound Interest
ดอกเบี้ยทบต้น
หลักการมันง่ายมาก
แต่ทรงพลังแบบโคตรพระเอก
เงินที่งอกดอก
เอาไปงอกดอกต่อ
เรื่อย ๆ
เหมือนการฝึกพลังในอนิเมะที่เลเวลเพิ่มแบบคูณ ไม่ใช่บวก
ในทางคณิตศาสตร์มันเรียกว่า
Exponential Growth (การเติบโตแบบยกกำลัง)
ช่วงแรกจะดูช้าเหมือนหอยทาก
แต่พอเวลาผ่านไป มันจะพุ่งเหมือนจรวด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เริ่มลงทุนเร็ว มักได้เปรียบมหาศาล
เวลาในตลาด
สำคัญกว่าการจับจังหวะตลาด
นักลงทุนชอบพูดประโยคนี้
Time in the market beats timing the market
อยู่ในตลาดนาน
ดีกว่าพยายามเดาจังหวะเข้าออก
สุดท้ายมีคำที่นักธุรกิจระดับโลกใช้กันตลอด
Hedge
แปลว่า “ป้องกันความเสี่ยง”
สมมติสายการบินกลัวราคาน้ำมันขึ้น
ก็ไปซื้อ Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ล็อกราคาน้ำมันไว้ก่อน
ถ้าน้ำมันแพงขึ้นจริง
บริษัทก็ไม่เจ็บหนัก
มันเหมือนซื้อประกัน
หรือเหมือนตัวละครในหนังที่เตรียมแผนสำรองตลอดเวลา
ถ้าดูหนังเรื่อง
The Dark Knight
โจ๊กเกอร์พูดว่า
“Introduce a little anarchy…”
แต่ในโลกธุรกิจ ถ้าไม่เตรียมแผน Hedge ไว้ก่อน
Anarchy มันมาแน่
ตลาดการเงินคือความโกลาหลแบบสุภาพ
และสุดท้าย พอเรามองภาพทั้งหมด
Liquidity
Asset Allocation
Yield Curve
Compound Interest
Hedge
มันไม่ได้เป็นแค่ศัพท์เศรษฐศาสตร์
มันคือปรัชญาชีวิตดี ๆ นี่เอง
ชีวิตคนก็เหมือนพอร์ตลงทุน
ต้องมี สภาพคล่อง
คือมีพลัง มีเงินสำรอง มีเวลาให้ตัวเอง
ต้อง กระจายความเสี่ยง
อย่าเอาความหวังทั้งหมดไปฝากไว้กับเรื่องเดียว
ต้องอ่าน สัญญาณเศรษฐกิจ
โลกมันเปลี่ยนตลอด
ต้องใช้พลังของ ดอกเบี้ยทบต้น
พัฒนาตัวเองวันละนิด
สุดท้าย
ต้อง Hedge ชีวิต
เตรียมแผนสำรองเสมอ
เพราะโลกจริงไม่ได้เขียนบทให้เราเหมือนในหนัง
ข่าวสรุปที่ควรรู้ตอนนี้
ธนาคารกลางทั่วโลกยังระวังเงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยยังอยู่ระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยุคก่อนปี 2020
หลายประเทศเริ่มจับตา Yield Curve และตัวเลขเศรษฐกิจเพื่อดูความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอ
นักลงทุนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ Diversification มากขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนดัชนี พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี
แนวคิด Financial Resilience (ความยืดหยุ่นทางการเงิน) กลายเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่
ถ้าให้เราสรุปแบบกวน ๆ หน่อย
การเงินไม่ใช่เรื่องของการรวยเร็ว
มันคือศิลปะของการ
“ไม่เจ๊งก่อน”
และพอเราไม่เจ๊ง
เวลา
กับดอกเบี้ยทบต้น
จะค่อย ๆ ทำงานแทนเราเอง
เหมือนตัวเอกในนิยายที่ไม่ได้เก่งที่สุดในตอนแรก
แต่ดัน “ไม่ตายกลางเรื่อง”
สุดท้ายเลยได้เป็นพระเอกตอนจบ
โลกการเงินก็ประมาณนั้นแหละทุกคน.

ความคิดเห็น