ผู้ชายเป็นหนังสติ๊ก ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวน แต่มันคือวิทยาศาสตร์

 ผู้ชายเป็นหนังสติ๊ก ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวน แต่มันคือวิทยาศาสตร์

เราเพิ่งอ่านถึงบทที่ทำให้นึกว่า "โอ้โห ทำไมถึงไม่มีใครบอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกวะ" ในหนังสือ Men Are From Mars, Women Are From Venus ของ John Gray
หนังสือเล่มนี้เปรียบผู้ชายกับผู้หญิงว่ามาจากดาวคนละดวง ซึ่งฟังดูงี้เง่า แต่พออ่านจริงๆ มันแม่นจนน่ากลัว เหมือนตอนที่ Neo เปิดตาครั้งแรกในหนัง Matrix แล้วเห็นว่าโลกที่คิดว่ารู้จักมันไม่ใช่แบบนั้นเลย
เรื่องที่จะเล่าวันนี้คือทฤษฎีที่ John Gray เรียกว่า "The Rubber Band Theory" หรือทฤษฎีหนังสติ๊ก และมันอธิบายพฤติกรรมผู้ชายได้แม่นยำจนน่าตกใจ
ธรรมชาติของผู้ชายคืออะไร เริ่มจากตรงนี้ก่อน ผู้ชายมีความต้องการสองอย่างที่ดึงกันอยู่ตลอดเวลา คือความใกล้ชิด (intimacy) กับความเป็นอิสระ (autonomy) สองอย่างนี้มันไม่ได้เลือกได้ว่าจะเอาแค่อย่างเดียว มันอยู่ในระบบประสาทมาตั้งแต่เกิด
John Gray บอกว่าผู้ชายจะยืดตัวเองออกไปหาความใกล้ชิดได้แค่ระยะหนึ่ง แล้วก็จะดีดกลับมาหาความเป็นอิสระของตัวเอง เหมือนหนังสติ๊กที่ยืดแล้วก็ดีดกลับ มันไม่ใช่เรื่องของรัก ไม่รัก ไม่ใช่เบื่อ ไม่ใช่มีคนอื่น มันเป็นแค่ธรรมชาติทางจิตวิทยาล้วนๆ
ในทางวิทยาศาสตร์มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องนี้จริง ผู้ชายมีระดับ testosterone (ฮอร์โมนเพศชาย) ที่ผลักดันให้ต้องการพื้นที่และอิสระ รวมถึงสมองผู้ชายจะหยุดประมวลผลอารมณ์และเข้าสู่โหมด "shutdown" ได้เร็วกว่าผู้หญิงมาก นักวิจัยจาก University of Pennsylvania พบว่าสมองผู้ชายและผู้หญิงเชื่อมวงจรต่างกัน ผู้หญิงเชื่อมสองซีกได้ดีกว่า ผู้ชายเชื่อมหน้า-หลังได้ดีกว่า ทำให้ผู้ชายถนัดโฟกัสทีละเรื่องมากกว่า
แล้วมันเกิดขึ้นยังไง ลองนึกภาพหนังสติ๊กสักเส้น ช่วงแรกของความสัมพันธ์ ผู้ชายจะยืดตัวเองเข้าหาใกล้ชิดมาก โทรหาตลอด อยากอยู่ด้วยตลอด ฟังดูดีมาก แต่พอยืดถึงจุดหนึ่ง หนังสติ๊กต้องดีดกลับ เขาจะเริ่มเงียบ เริ่มอยากมีเวลาส่วนตัว เริ่มถอยออกมา
ตรงนี้แหละที่ทุกคนฝ่ายหญิงจะแบบ "เกิดอะไรขึ้นวะ ทำอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมเงียบ" แล้วก็เริ่ม panic (ตื่นตระหนก) แล้วก็ตาม แล้วก็ถาม แล้วก็กดดัน ซึ่ง John Gray บอกว่านั่นคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะทำได้ในช่วงนั้น
เพราะถ้าปล่อยให้หนังสติ๊กดีดกลับตามธรรมชาติ มันจะดีดกลับมาหาความใกล้ชิดอีกครั้งด้วยพลังที่มากขึ้น แต่ถ้าไปตามจับหนังสติ๊กตอนที่มันกำลังดีดกลับ มันจะยืดค้างอยู่แบบนั้น หรือไม่ก็ขาดเลย
ปัญหาที่ตามมาคืออะไร ผู้หญิงส่วนใหญ่ตีความช่วง "ดีดกลับ" นี้ผิดหมด เพราะผู้หญิงมีธรรมชาติต่างออกไป เวลาผู้หญิงถอยออกมาจากความสัมพันธ์ มักจะมีสาเหตุจริงๆ เช่น เจ็บปวด โกรธ หรือผิดหวัง แต่ผู้ชายถอยออกมาโดยไม่มีสาเหตุนอกจากต้องการชาร์จพลังงานด้านความเป็นตัวเอง (recharge autonomy) มันเป็นคนละ logic (ตรรกะ) กันสิ้นเชิง
John Gray เปรียบไว้ฮามากว่า ตอนผู้ชายเงียบและเก็บตัว มันเหมือนผู้ชายอยู่ในถ้ำ (cave) เขาต้องการถ้ำเพื่อคิดและประมวลผลโลก และสิ่งที่แย่ที่สุดที่ทุกคนจะทำได้คือบุกเข้าไปในถ้ำแล้วถามว่า "คิดอะไรอยู่ บอกได้เลยนะ ไม่โกรธหรอก" ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าประโยคนั้นมันไม่จริง
แล้วแก้ยังไง นี่คือส่วนที่ฉลาดที่สุดในหนังสือเล่มนี้ John Gray บอกว่าทางออกไม่ใช่การเปลี่ยนธรรมชาติของผู้ชาย แต่คือการเข้าใจมันแล้วรับมือให้ถูก
สำหรับฝ่ายที่รอ คือต้องปล่อยให้หนังสติ๊กดีดกลับโดยไม่ตาม ฟังดูโหดร้าย แต่มันคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด ใช้เวลานั้นไปกับตัวเอง ไปกับเพื่อน ไปกับสิ่งที่ชอบ อย่าให้ความสุขทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเขาจะโทรกลับมาไหม เพราะนั่นไม่ใช่แค่กลยุทธ์ความสัมพันธ์ มันคือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเองก่อน
สำหรับฝ่ายผู้ชาย John Gray บอกว่าต้องเรียนรู้สื่อสาร ไม่ต้องเล่าทุกอย่างในหัว แต่อย่างน้อยบอกได้ว่า "ตอนนี้ต้องการเวลาส่วนตัวหน่อย ไม่ได้เป็นอะไร" แค่นั้นพอ เพราะความเงียบโดยไม่อธิบายคือต้นเหตุของสงครามในทุกความสัมพันธ์บนโลกนี้
ในทางจิตวิทยาสมัยใหม่ สิ่งที่ John Gray พูดถึงสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Attachment Theory (ทฤษฎีความผูกพัน) ของ John Bowlby ที่บอกว่าคนเรามีรูปแบบการผูกพันที่ต่างกัน และรูปแบบที่ผู้ชายส่วนใหญ่มีคือ Avoidant Attachment (การผูกพันแบบหลีกเลี่ยง) ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่รัก แต่แปลว่าต้องการพื้นที่เพื่อรักษาสมดุลของตัวเอง
สรุปง่ายๆ คือผู้ชายเป็นหนังสติ๊ก ยืดได้ ดีดกลับได้ และถ้าปล่อยให้ทำงานตามธรรมชาติ มันจะยืดได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ดีด แต่ถ้าไปฝืนกลไกนั้น ไม่ว่าจะด้วยความกลัว ความไม่มั่นใจ หรือความรัก มันก็จะขาดในที่สุด
เหมือนที่ Epictetus นักปราชญ์สโตอิก (Stoic) ชาวกรีกโบราณบอกไว้ว่า สิ่งที่เราควบคุมได้มีแค่การตอบสนองของตัวเอง ไม่ใช่พฤติกรรมของคนอื่น และนั่นคือบทเรียนเดียวกันที่หนังสติ๊กสอนเราโดยไม่รู้ตัว

ความคิดเห็น