ไม่ต้องแต่งหน้าได้ไหม
ไม่ต้องแต่งหน้าได้ไหม
เมื่อก่อนเราคิดว่าประโยคที่อันตรายที่สุดในความสัมพันธ์คือ "เราเลิกกันเถอะ" แต่พอโตขึ้นมาหน่อยถึงรู้ว่ามีอีกประโยคหนึ่งที่ทำให้คนทั้งห้องเงียบลงได้ไม่แพ้กัน คือ "ไม่ต้องแต่งหน้าได้ไหม"
เรื่องนี้เจอมาจากเธรดหนึ่ง มีคนเล่าว่าผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งบอกแฟนว่าไม่อยากให้แต่งหน้า ชอบหน้าสดตามธรรมชาติมากกว่า ไม่ชอบลิปสติกเพราะมันคือสารเคมี แล้วยังไปไกลถึงขั้นบอกว่าถ้าทาลิปสติกมาก็จะไม่จูบให้
อ่านจบแล้วอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ เพราะนึกถึงฉากในหนังที่พระเอกพูดทำนองว่า "ข้าไม่ได้ห้ามเจ้านะ ข้าแค่ตั้งเงื่อนไข" ซึ่งพอดูดี ๆ มันก็คือห้ามอยู่ดีนั่นแหละ
แต่พอคิดต่อ เรื่องนี้น่าสนใจกว่าการมานั่งตัดสินว่าใครถูกใครผิด
การมีความชอบส่วนตัว กับการพยายามควบคุมคนอื่น มันคนละเรื่องกันเลย ทุกคนมีสิทธิ์ชอบหน้าสด หรือจะชอบคนแต่งหน้าเข้มก็ได้ มันคือรสนิยม ไม่ใช่อาชญากรรม แต่จุดที่ความชอบเริ่มกลายเป็นเงื่อนไขว่า "ห้ามแต่ง" หรือ "ถ้าแต่งแล้วจะไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ให้" ตรงนั้นแหละที่ความสัมพันธ์เริ่มขยับจากการแบ่งปันความรู้สึก ไปเป็นการต่อรองอำนาจแบบเงียบ ๆ โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
มีแนวคิดทางจิตวิทยาเรื่องความเป็นอิสระในการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เราทุกคนอยากรู้สึกว่าชีวิตและร่างกายของตัวเองยังเป็นของเราอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อผ้า ทรงผม เครื่องสำอาง หรือหนวดเครา
ลองสลับบทบาทดูบ้างก็ได้ ถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายบอกผู้ชายว่าไม่ชอบหนวด โกนซะ ไม่ชอบเล่นเกม เลิกเล่น ไม่ชอบกล้าม ไปลดกล้าม หลายคนคงเริ่มรู้สึกขัด ๆ ทันทีว่ามันแปลกไปหน่อยแล้วนะ ทั้งที่โครงสร้างประโยคแทบไม่ต่างจากตอนแรกเลย
อีกจุดที่หลายคนสะดุดคือประโยค "ลิปสติกเป็นสารเคมี" ฟังดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างรอบตัวก็เป็นสารเคมีทั้งนั้น น้ำก็สารเคมี อากาศก็ประกอบด้วยสารเคมี ร่างกายเราเองก็เต็มไปด้วยสารเคมี คำว่าสารเคมีไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือชนิด ปริมาณ และมาตรฐานความปลอดภัยต่างหาก เครื่องสำอางที่ผ่านการรับรองก็ถูกออกแบบมาให้ใช้กับผิวและริมฝีปากได้อย่างปลอดภัยอยู่แล้ว
แน่ล่ะ บางคนอาจแพ้เครื่องสำอางจริง ๆ หรือไม่ชอบความรู้สึกตอนจูบแล้วติดลิปสติก แบบนั้นคุยกันได้ไม่มีปัญหา แต่เหตุผลกับการควบคุมมันเป็นคนละขั้วกัน
เอริช ฟรอมม์เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Art of Loving ว่าความรักไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการช่วยให้อีกฝ่ายเติบโตในแบบที่เขาเป็น ถ้าความรักทำให้ใครสักคนต้องค่อย ๆ ลดความเป็นตัวเองลงเรื่อย ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่อึดอัด สุดท้ายแล้วสิ่งที่เหลืออยู่ตรงหน้า อาจไม่ใช่คนที่เรารักตั้งแต่แรกอีกต่อไป
ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าผู้ชายในเรื่องเป็นคนไม่ดีอะไร บางทีเขาอาจโตมาในวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความเป็นธรรมชาติจริง ๆ หรือเคยมีประสบการณ์บางอย่างจนเกิดรสนิยมแบบนั้นขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่สำคัญกว่าน่าจะเป็นวิธีการสื่อสารมากกว่า
ประโยคแบบ "เราชอบเวลาทุกคนหน้าสดนะ" กับ "ห้ามแต่งหน้า" ฟังดูต่างกันมาก ประโยคแรกคือการเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง ส่วนประโยคหลังคือการไปกำหนดชีวิตของอีกคนหนึ่ง ช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างสองประโยคนี้เอง คือพื้นที่ที่เรียกว่าการเคารพกัน
ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงอาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เหมือนกันไปหมดทุกอย่าง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างกันได้โดยไม่ต้องบังคับให้อีกฝ่ายเปลี่ยน
ถ้าวันหนึ่งเจอใครสักคนที่บอกว่า "เราชอบแบบนี้นะ" ลองฟังเขาดู แต่ก็อย่าลืมถามตัวเองเงียบ ๆ ด้วยว่า แล้วเราล่ะ ชอบแบบไหนกันแน่
บางทีการแต่งหน้าอาจเป็นแค่เรื่องของความสวย แต่การที่ใครสักคนเลือกเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย โดยไม่พยายามไปบงการ นั่นอาจเป็นอีกแบบหนึ่งของความรักที่ไม่มีใครพูดถึงมากนัก


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น