ความรักในสนามเทนนิส กับความเข้าใจที่ไม่มีใครเสิร์ฟให้เราได้นอกจากตัวเราเอง
"ความรักในสนามเทนนิส กับความเข้าใจที่ไม่มีใครเสิร์ฟให้เราได้นอกจากตัวเราเอง"
มีคนเคยบอกว่า “ความรักก็เหมือนเทนนิส ถ้าอีกฝ่ายไม่ตีตอบ...ก็แปลว่ามึงกำลังเล่นอยู่คนเดียว”
แล้วมึงเคยเล่นเทนนิสคนเดียวมั้ยวะ? เหนื่อยฉิบ
เรื่องนี้เริ่มจากอังเดร อากัสซี หนุ่มผมหยิกหน้าหล่อระดับฟ้าประทาน (ตอนยังมีผมนะ) ตำนานวงการเทนนิสที่ไม่ได้ชอบเทนนิส แต่ดันเก่งจนโลกจำ เพราะพ่อบังคับซ้อมทุกวันตั้งแต่ยังไม่ทันเดินคล่อง พ่อของเขาเคยเป็นนักกีฬาที่ไม่รุ่ง เลยเหมือนอัดความฝันทั้งหมดใส่ลูกแบบ vacuum pack ขนาดเมล็ดข้าวสารยังมีที่ว่างมากกว่าเป้าหมายที่อัดไว้ในอกอังเดร
อังเดรบอกว่าเขา "เกลียด" เทนนิส เพราะมันคือพันธนาการจากวัยเด็กที่ไม่เลือกเอง จนกระทั่งวันหนึ่ง...เขาได้เล่นกับคนที่เขารัก และนั่นทำให้เขารักมันขึ้นมาจริงๆ
ผู้หญิงคนนั้นคือ สเตฟฟี่ กราฟ สาวเยอรมันนักหวดที่แม่นยำยิ่งกว่า GPS สมัยก่อน
มือวางอันดับ 1 ของโลก เป็นคนที่แฟนคลับทั่วโลกคลั่ง (รวมถึงเรา)
...แต่เธอเมินอังเดรแบบว่า...เมินโคตร
ไม่อ่าน ไม่ตอบ ไม่รับดอกไม้ ไม่มีแม้แต่ “seen”
เรียกง่ายๆ ว่า ghost แบบ full combo
แต่อังเดรแม่งไม่ยอมแพ้ แกร่งเหมือนถุงผ้าโลตัส เขาส่งดอกไม้ ซ้อมกาย ซ้อมใจ แล้ววันนึงเธอก็ตอบตกลง “ซ้อมเทนนิสด้วยกัน”
โอ้โห...เพื่อนของอังเดรแม่งยุเลย “เฮ้ย ถอดเสื้อโชว์กล้ามไปดิ เผื่อเธอจะสน”
แล้วมันก็เกิดการดวลในสนาม...ที่ทั้งสองคนเสิร์ฟใส่กันยับแบบไม่มีใครยอมใคร
สูสีชนิดที่ว่า ถ้าคะแนนหัวใจนับรวมด้วย คงได้ไทเบรกแล้วแต่งงานกันตอน match point พอดี
เรื่องของทั้งคู่นี่มันโคตรน่ารักในแบบ “มีความรักในสิ่งเดียวกัน เลยเข้าใจความทุกข์เดียวกันได้”
ทั้งคู่เคยเป็นที่ 1 ของโลก
ทั้งคู่เคยโดนพ่อกดดัน
ทั้งคู่เข้าใจว่าการจะเก่งได้บางทีมันไม่ได้แปลว่าเรามีความสุข
และบางครั้ง...คนที่เจอความเจ็บปวดแบบเดียวกัน จะเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไรมากเลย
(เหมือน “ถ้ากูร้องไห้ แล้วมึงแค่เอากระดาษทิชชู่มาให้แบบไม่พูดอะไร...กูก็ซึ้งแล้วอ่ะ” อารมณ์นั้นแหละ)
พออ่านถึงตอนที่อังเดรบอกว่าเขากลับมารักเทนนิสอีกครั้งเพราะได้เล่นกับคนที่เขารัก...
เรานี่แบบ เฮ้ย แม่งเป็น Love = Liberation ชัดๆเลย
(การรัก คือ การปลดปล่อย)
อังเดร อากัสซี เป็นแชมป์ Grand Slam ถึง 8 รายการ และเคยเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลก
สเตฟฟี่ กราฟ เป็นผู้หญิงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ชนะ Golden Slam (คือชนะทั้ง 4 แกรนด์สแลม + เหรียญทองโอลิมปิก ในปีเดียว 1988)
โมนิก้า เซเลส คู่แข่งของกราฟ เคยถูกแทงกลางสนามโดยแฟนคลับคลั่งของกราฟ ทำให้ต้องหายไปจากวงการนาน (นี่แหละชีวิตจริงที่มันเหี้ยกว่าหนัง)
ถ้าวิเคราะห์ตามหลัก กรณีของอังเดรกับพ่อ พ่ออยากประสบความสำเร็จจนพยายามยัดความฝันให้ลูกโดยไม่ฟังเสียงใจลูกเลย
เรียกว่า “ตัณหาปลุกปั้นลูก”
มันอาจสร้างผลงาน แต่มันบีบหัวใจ
อังเดรเหมือนหลุดจาก “วงล้อมกรรม” ตอนที่เขาเริ่มเล่นเพื่อความสุข ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ
ในกรณีนี้ก็คือ “ถ้าใจ กาย และความรัก มันพร้อมเพรียง เราก็จะสุข”
...เพราะเทนนิสที่เล่นกับคนรัก มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ถ้าเอาวิทยาศาสตร์มาช่วยตีความหน่อย
ความรักคือ dopamine + oxytocin + serotonin + adrenaline
แล้วพอใส่ความเข้าใจชีวิตลงไปด้วย มันเลยกลายเป็น hormonal cocktail ที่ชื่อว่า “อยากมีชีวิตไปกับเธอ”
สำนวนฝรั่งที่เข้ากับเรื่องนี้คือ
"They found love in a hopeless place."
ไม่ใช่แค่เพราะเจอรักกลางสนามเทนนิส
แต่เจอรักในที่ที่เคยรู้สึกถูกบังคับ ถูกกดดัน และหมดไฟ
...แล้วพอมีใครสักคนทำให้ที่ตรงนั้นมันอบอุ่นขึ้น
กูก็เชื่อเลยว่าความรักแม่งเปลี่ยนคนได้
เราเขียนเรื่องนี้เพื่อบอกทุกคนว่า
บางครั้ง สิ่งที่เราเกลียด อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เรารัก
ถ้ามันถูกแบ่งปันกับคนที่ “เข้าใจเรา” จริงๆ
ไม่ใช่แค่เข้าใจสิ่งที่เราทำ...แต่เข้าใจว่าเราทำมันมาด้วยหัวใจแบบไหน
ถ้าอังเดรยังกลับมารักเทนนิสได้
ทุกคนก็กลับมารักตัวเองได้เหมือนกัน
ขอแค่...ตีเสิร์ฟให้ตัวเองบ้าง
อย่าตีให้คนอื่นรับอย่างเดียว
ชีวิตแม่งเหมือนแมตช์เทนนิสวะ
อย่าเป็นคนที่เก่งแต่เล่น...แต่ไม่เคยรักเกมที่ตัวเองอยู่เลย
จบแมตช์นี้ไว้ตรงนี้ก่อนนะทุกคน
อย่าลืมว่าทุกเกม...มันเริ่มจากศูนย์เสมอ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น