คนที่จากไปด้วยน้ำตาและความโกรธ มีโอกาสกลับมาอีก แต่คนที่จากไปด้วยรอยยิ้มและคำอวยพร จะไม่กลับมาอีก
เขาเขียนไว้ว่า — คนที่จากไปด้วยน้ำตาและความโกรธ มีโอกาสกลับมาอีก แต่คนที่จากไปด้วยรอยยิ้มและคำอวยพร จะไม่กลับมาอีก
ไม่มีงานวิจัยมายืนยัน ไม่มีเลขสถิติ แต่แม่งอธิบายบางอย่างในชีวิตได้ดีกว่าหนังสือหลายเล่มที่กูเคยอ่าน
ลองคิดดูก็ได้
เวลาทะเลาะกับใครแรงๆ แล้วยังไม่จบ สมองมันจะเปิดหนังเรื่องเดิมซ้ำทุกคืนโดยไม่ถามก่อน ผู้กำกับขี้เกียจสัสเขียนบทใหม่ เลยรีรันไปเรื่อยๆ "ทำไมวันนั้นกูไม่พูดแบบนี้วะ" "ถ้าเขาขอโทษก่อนก็คงดี" "เดี๋ยวเขาต้องกลับมา" — วนซ้ำ วนซ้ำ วนซ้ำ จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดถึงคนนั้น หรือแค่ติดอยู่กับเรื่องที่ยังค้างคา
นักจิตวิทยาเรียกมันว่า Zeigarnik Effect สมองจำเรื่องที่ยังไม่จบได้ดีกว่าเรื่องที่จบแล้วเสมอ เหมือนโหลดเกมค้างที่ 99% มึงจะจ้องมันทั้งวัน พอโหลดเสร็จปุ๊บ ลืมเลย
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าไม่ใช่การทะเลาะ
มันคือการจากลาแบบไม่มีดราม่า ไม่มีเสียงดัง ไม่มีคำประชด ไม่มีแม้แต่ประโยค "เสียดายนะ" มีแค่คำว่า "ขอให้โชคดี" แล้วก็เดินออกไป หน้าตาเฉยเหมือนคนที่เพิ่งทำรายการในลิสต์เสร็จ
ตอนนั้นแหละมันไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักแล้วเสมอไป
บางครั้งมันแปลว่าเขายอมรับความจริงแล้ว — แล้วก็ปล่อยทุกคนออกจากหัวใจได้แล้วด้วย
การให้อภัยไม่ได้แปลว่าจะกลับมา การอวยพรก็ไม่ได้แปลว่ายังรอ บางทีมันแค่หมายความว่า "เรื่องนี้จบแล้ว" แบบเดียวกับที่ไฟในโรงหนังเปิด คนเดินออก ไม่มีใครตะโกนขอให้เล่นอีกรอบ เพราะเรื่องมันจบสมบูรณ์แล้ว และไม่มีอะไรค้างให้ต้องย้อนกลับไปแก้
ชีวิตจริงไม่มีปุ่ม Load Game ไม่มีไทม์แมชชีน ไม่มีใครเปิดประตูมิติมาบอกว่า "ลองไทม์ไลน์นี้อีกรอบดู" มีแต่วันนี้กับตัวเราเอง
เราเลยคิดว่าคนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่จากไป แต่คือคนที่จากไปแบบใจสงบ เพราะนั่นไม่ได้แปลว่าเขาชนะเรา
มันแปลว่าเขาชนะแผลในใจตัวเองแล้ว
และคนที่ควรทำแบบนั้นได้ก็คือตัวเราเอง บางทีศัตรูที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่คนที่ทิ้งเรา แต่เป็น "ความหวังว่าจะย้อนเวลาได้" ที่แม่งฝังอยู่ในหัวโดยไม่บอก
การปล่อยวางไม่ได้แปลว่าหยุดรัก ไม่ได้แปลว่ายอมแพ้
มันแค่แปลว่าหยุดจับสิ่งที่กำลังทำร้ายเรา
แล้วบางทีตอนจบที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่การได้เขากลับมา
แต่คือวันที่หันกลับมาหาตัวเอง แล้วพบว่า...
ยังไม่รู้เหมือนกันว่ารู้สึกยังไง แต่เดินต่อได้แล้ว


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น