ทักษะที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นแบบคูณล้าน คือการยอมรับว่าเราไม่ถูกเลือก
กูนั่งอยู่กับประโยคนี้นานพอสมควร ก่อนจะโพสต์อะไรออกไป
"ทักษะที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นแบบคูณล้าน คือการยอมรับว่าเราไม่ถูกเลือก"
ตอนอ่านครั้งแรก สมองก็กระตุกนิดนึง แบบที่สมองมันทำเสมอ ทันทีที่ได้ยินคำว่า "ไม่ถูกเลือก" มันแปลให้ทันทีเลยว่า — กูไม่ดีพอ
แต่สองอย่างนี้มันคนละเรื่องกันสิ้นเชิง
ลองนึกภาพร้านรองเท้า รองเท้าคู่หนึ่งราคาแพง คุณภาพดี ใส่สบาย แต่ไซซ์ไม่ตรง ไม่มีใครด่าว่ามันห่วย แค่ใส่ไม่ได้ ชีวิตก็เป็นแบบนั้น แต่ไอ้ความรู้สึกข้างในมันไม่ยอมรับตรรกะง่ายๆ แบบนี้
สมัครงานแล้วไม่ได้ จีบคนแล้วเงียบ เสนอโปรเจกต์แล้วโดนปฏิเสธ เพื่อนชวนอีกคนแทน ลูกค้าเลือกเจ้าอื่น ทุกครั้งที่เจอเรื่องแบบนี้ ถ้ากูยังแปลมันว่า "กูไร้ค่า" ชีวิตมันจะเหนื่อยจนไม่รู้จะอธิบายยังไง
เหมือนให้กรรมการรายการประกวดเป็นคนบอกว่ากูควรรักตัวเองหรือเปล่า เหนื่อยกว่าซิซิฟัสอีก
นักจิตวิทยาเรียกว่า self-worth แต่กูขอเรียกมันว่า "รู้ว่าตัวเองยังอยู่" คนที่มีสิ่งนี้ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด แค่รู้ว่าวันนี้ไม่มีใครเลือก คุณค่าของตัวเองก็ไม่ได้หายไปกับอีเมลปฏิเสธฉบับนั้น มันยังอยู่ ต่อให้ติ๊กอ่านแล้วไม่ตอบ
หลายคนชอบพูดว่า "ถ้าเขาไม่เลือก แสดงว่าเขาเสียของ" กูว่าไม่ต้องขนาดนั้นหรอก เขาแค่เลือกสิ่งที่เหมาะกับชีวิตเขา เหมือนกูไม่กินผักชีทุกมื้อ ไม่ได้แปลว่าผักชีเป็นพืชไร้ค่า แค่กูไม่ใช่ลูกค้าของมัน
โซเชียลมีเดียมันมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากในเรื่องนี้ มันทำให้รู้สึกเหมือนทุกคนกำลังถูกเลือกตลอดเวลา คนนี้ได้แฟน คนนั้นได้งาน อีกคนได้ยอดวิว เลื่อนตำแหน่ง รับรองชีวิต สิ่งที่ไม่มีใครโพสต์คืออีเมลปฏิเสธอีกยี่สิบฉบับ ห้องสัมภาษณ์ที่เดินออกมาแบบเงียบกริบ หรือข้อความสั้นๆ ว่า "ขอบคุณที่สนใจ"
ทุกคนโชว์แต่ฉาก Endgame ไม่มีใครให้ดูช่วงที่โดนธานอสดีดหายไปครึ่งจักรวาล
เจ. เค. โรว์ลิง ถูกปฏิเสธหลายสำนักพิมพ์ก่อนแฮร์รี่ พอตเตอร์จะได้ตีพิมพ์ สตีเฟน คิง โดนปฏิเสธต้นฉบับซ้ำจนแม่งนับไม่ถ้วน ถ้าพวกเขาหยุดตรงนั้นเพราะสรุปว่าตัวเองไร้ค่า โลกคงเสียหนังสือดีๆ ไปเยอะ
เลยชอบมองคำว่า "ไม่ถูกเลือก" เป็นข้อมูลมากกว่าคำพิพากษา ข้อมูลบอกว่า "ที่นี่ไม่ใช่" ไม่ได้บอกว่า "เราไม่ดี" สองประโยคนี้ห่างกันไกลมาก แต่ก็ปล้ำกันอยู่ในหัวเสมอ
บางทีการไม่ถูกเลือก มันช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาฝืนอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง เหมือนปลาทองไปสมัครเป็นนักปีนต้นไม้ ต่อให้ซ้อมสิบปีก็ยังลำบาก แต่โยนกลับลงน้ำเมื่อไร ทุกคนรู้ทันทีว่าของจริงอยู่ตรงไหน
ภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า not everyone's cup of tea ฟังครั้งแรกเหมือนคำปลอบใจ แต่จริงๆ มันเป็นกฎของธรรมชาติ ไม่มีหนังเรื่องไหนได้คะแนนเต็มจากทุกคน ไม่มีเพลงที่ทุกคนรัก ไม่มีอาหารที่ทุกคนชอบ แม้แต่ช็อกโกแลตก็ยังมีคนไม่กิน
แล้วทำไมเราต้องคาดหวังว่าทั้งโลกจะต้องเลือกเรา
กูยังไม่รู้คำตอบที่ดีพอสำหรับเรื่องนี้ รู้แค่ว่าทุกครั้งที่เอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้ในมือคนอื่น วันไหนเขาไม่เลือก เราก็พัง และวันนั้นมันมาถึงเสมอ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น