ก่อนอ่านโพสต์นั้น เราเคยคิดมาตลอดว่า ความรู้สึกของคนเราคล้ายการสอบ ถ้ามีคนเลือกก็เหมือนสอบผ่าน ถ้าไม่มีใครเลือก ก็เหมือนสอบตก


ความคิดแบบนั้นอยู่กับเรามานาน จนแทบลืมถามตัวเองว่า ใครกันแน่เป็นคนออกข้อสอบ
แล้วก็มาเจอประโยคหนึ่ง
"คุณคือดอกไม้ ที่คุณพ่อคุณแม่คอยรดน้ำจนเติบโต รากแข็งแรง งดงาม อย่าปล่อยให้ตัวเองเหี่ยวเฉา เพียงเพราะผึ้งตัวเดียวไม่แวะมอง"
เราอ่านจบแล้วเงียบไปพักใหญ่
ไม่ใช่เพราะมันเป็นประโยคที่สวย แต่เพราะมันสะกิดอะไรบางอย่างที่หลายคนคงเคยเป็น รวมถึงตัวเราเอง
มนุษย์เราชอบเอาคุณค่าของทั้งชีวิต ไปฝากไว้กับสายตาของคนเพียงคนเดียว
ทั้งที่ก่อนจะมีคนคนนั้น ก็มีคนอีกหลายคนคอยมองเราอยู่แล้ว
มีคนที่อุ้มเราในวันที่เรายังเดินไม่ได้ มีคนอดหลับอดนอนเพราะเรา ดีใจทุกครั้งที่เราเรียกคำแรก เดินก้าวแรก หรือทำเรื่องเล็ก ๆ ได้ด้วยตัวเอง มีคนคอยประคองเราผ่านวันที่ล้ม ผ่านวันที่ร้องไห้ ผ่านวันที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเติบโตเป็นแบบไหน
แต่พอโตขึ้น กลับมีบางวันที่ข้อความหนึ่งไม่ถูกตอบ สตอรี่หนึ่งไม่มีคนกดถูกใจ หรือใครบางคนเดินผ่านเราเหมือนเป็นคนแปลกหน้า
จู่ ๆ ทุกอย่างในหัวก็ดูเหมือนจะใหญ่โตเกินจริง
เหมือนโลกทั้งใบกำลังบอกว่า เราไม่ดีพอ
ทั้งที่ความจริง...มันอาจเป็นแค่คนคนหนึ่งกำลังใช้ชีวิตของเขา
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Negativity Bias สมองของมนุษย์ถูกออกแบบให้จดจำเรื่องลบได้ดีกว่าเรื่องดี เพราะบรรพบุรุษของเราต้องคอยระวังอันตรายจึงจะมีชีวิตรอด ผลก็คือ ทุกวันนี้คำวิจารณ์เพียงประโยคเดียว กลับหนักกว่าคำชื่นชมอีกนับร้อยประโยค
เหมือนร้านอาหารที่มีรีวิวดีแทบทั้งหมด แต่เจ้าของร้านกลับอดไม่ได้ที่จะเปิดอ่านรีวิวแย่ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
สมองของเราก็ทำแบบนั้นกับหัวใจเหมือนกัน
ยิ่งกว่านั้น เรามักแปลการไม่ถูกเลือกว่า "เราไม่มีคุณค่า"
ทั้งที่หลายครั้ง มันไม่ได้เกี่ยวกับคุณค่าเลย
มันแค่ไม่ใช่
ดอกทานตะวันไม่ได้ผิด เพราะผีเสื้อเลือกบินไปหาลาเวนเดอร์ กระบองเพชรไม่ได้ด้อยกว่าไม้ดอก เพียงเพราะปลาทองไม่มีวันว่ายน้ำมาหามันได้
แม้แต่หนังสือที่วันนี้กลายเป็นงานคลาสสิก หลายเล่มก็เคยถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า คุณค่าของมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่มีคนยอมรับ เพียงแต่วันนั้นมีคนมองเห็นมันเท่านั้นเอง
เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง The Little Prince ดอกกุหลาบของเจ้าชายน้อยไม่ได้พิเศษเพราะสวยกว่าดอกอื่น แต่เพราะมีใครคนหนึ่งใช้เวลาเฝ้าดูแลมัน ความผูกพันต่างหากที่ทำให้บางสิ่งมีความหมาย
บางทีชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน
คนที่เห็นคุณค่าของเรา อาจไม่ใช่คนที่เข้ามาทีหลัง แต่เป็นคนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วันที่เรายังไม่มีอะไรให้ใครชื่นชม
ครอบครัว เพื่อน หรือใครสักคนที่ยังส่งข้อความมาถามว่า "ถึงบ้านหรือยัง"
บางครั้งรวมถึงตัวเราเองในอดีต ที่พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้วันนี้เรายังยืนอยู่ตรงนี้
พอคิดแบบนี้ การที่ใครคนหนึ่งไม่เลือกเรา ก็ดูเล็กลงอย่างประหลาด
ไม่ใช่เพราะมันไม่เจ็บ
แต่เพราะมันไม่ควรมีอำนาจมากพอจะตัดสินคุณค่าของทั้งชีวิต
ดอกไม้ไม่ได้บานเพื่อรอให้ผึ้งตัวใดตัวหนึ่งมาชื่นชม
มันแค่บาน เพราะนั่นคือธรรมชาติของมัน
และผึ้งที่บินผ่านไป อาจไม่ได้กำลังเมินเฉย เพียงแค่วันนี้มันมีเส้นทางของตัวเอง
คนเราก็เช่นกัน
แต่ละคนกำลังเดินอยู่บนเรื่องราวคนละบท มีจังหวะ มีความชอบ มีภาระ และมีปลายทางที่ต่างกัน การที่ใครบางคนไม่หยุดมองเรา อาจไม่ได้แปลว่าเราไม่น่ามอง เพียงแต่เขากำลังรีบไปยังที่ที่เขาต้องไป
พอเข้าใจแบบนี้ เราอาจเลิกเสียเวลาตั้งคำถามว่า "ทำไมเขาไม่เลือกเรา"
แล้วหันกลับมามองรากของตัวเองบ้าง
รากที่เต็มไปด้วยเวลา ความรัก ความพยายาม และผู้คนที่ช่วยประคองให้เราเติบโตมาจนถึงวันนี้
บางอย่างใช้เวลาหลายปีในการสร้าง
คงน่าเสียดาย ถ้ามันจะพังลงเพราะสายตาของใครคนหนึ่งที่บังเอิญมองไม่เห็น

ความคิดเห็น