สำหรับเรา ถ้าจะพูดถึงนักเขียนที่ปลอมตัวเป็นนักเขียนหนังสือเด็กได้แนบเนียนที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ Shel Silverstein คงติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

 สำหรับเรา ถ้าจะพูดถึงนักเขียนที่ปลอมตัวเป็นนักเขียนหนังสือเด็กได้แนบเนียนที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ Shel Silverstein คงติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

หลายคนรู้จักเขาจากภาพวาดลายเส้นง่ายๆ ตัวอักษรไม่เยอะ อ่านจบได้ภายในไม่กี่นาที เหมือนหนังสือที่วางอยู่ในชั้นเด็กทั่วไป แต่ยิ่งโตขึ้นเท่าไร ยิ่งกลับไปอ่านงานของเขาแล้วพบว่ามันไม่ใช่หนังสือเด็กเลย

มันคือหนังสือผู้ใหญ่ที่สวมหน้ากากเป็นหนังสือเด็ก

และเล่มที่สะท้อนสิ่งนี้ได้ชัดที่สุดก็คือ The Giving Tree

เรื่องราวดูเรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไร เด็กชายคนหนึ่งรักต้นไม้ ต้นไม้ก็รักเด็กชาย เด็กชายมาเล่นกับต้นไม้ทุกวัน ปีนกิ่งไม้ กินผลไม้ นอนใต้ร่มเงา

แล้ววันหนึ่งเด็กชายโตขึ้น

เขาไม่ได้ต้องการเล่นอีกแล้ว

เขาต้องการเงิน

ต้นไม้จึงให้ผลไม้ไปขาย

ต่อมาเขาต้องการบ้าน

ต้นไม้จึงยอมให้ตัดกิ่งไปสร้างบ้าน

ต่อมาเขาต้องการเรือ

ต้นไม้จึงยอมให้ตัดลำต้นไปทำเรือ

สุดท้ายเหลือเพียงตอไม้เก่าๆ ที่ไม่มีอะไรเหลือให้แล้ว

และเมื่อชายชรากลับมาอีกครั้ง สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงที่นั่งพักเหนื่อย

ตอไม้จึงบอกว่า

"ฉันยังช่วยเธอได้นะ"

เมื่อเด็กอ่าน เราอาจมองว่านี่คือเรื่องของความรักที่เสียสละ

แต่เมื่อโตขึ้น เราจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

ไม่ใช่เพราะต้นไม้ใจดีเกินไป

แต่เพราะเราเริ่มไม่แน่ใจว่าใครกันแน่คือพระเอกของเรื่อง

เด็กชายหรือเปล่า

หรือต้นไม้

หรือจริงๆ แล้วไม่มีใครเป็นพระเอกเลย

เพราะหนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามที่น่ากลัวมากเกี่ยวกับความรัก

ความรักควรให้ได้มากแค่ไหน

การเสียสละที่ไม่มีขอบเขตยังเรียกว่าความรักอยู่หรือไม่

และคนที่รับอยู่ตลอดโดยไม่เคยมองกลับมาว่าอีกฝ่ายสูญเสียอะไรไปบ้าง เขายังรักอยู่จริงหรือเปล่า

บางคนอ่านแล้วเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก

พ่อแม่ที่ยอมให้ทุกอย่างจนแทบไม่เหลือตัวตนของตัวเอง

บางคนเห็นความสัมพันธ์ของคนรักที่คอยทุ่มเทอยู่ฝ่ายเดียว

บางคนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

มนุษย์ตัดต้นไม้ เอาทรัพยากรไปใช้ เอาไปสร้างบ้าน สร้างเรือ สร้างเมือง จนวันหนึ่งเหลือเพียงซาก แต่ธรรมชาติก็ยังคงพยายามมอบสิ่งสุดท้ายให้เราอยู่ดี

และบางคนก็เห็นตัวเองอยู่ในทั้งสองบทบาท

ทั้งเป็นต้นไม้

และเป็นเด็กชาย

มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราเป็นคนให้จนหมดใจ

และมีอีกช่วงหนึ่งที่เราเป็นคนรับจนลืมมองว่าอีกฝ่ายกำลังสูญเสียอะไรไป

นั่นคือเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้ทรงพลังมาก

เพราะมันไม่เคยบอกว่าควรรู้สึกอย่างไร

มันไม่สอนศีลธรรมตรงๆ

ไม่ชี้นิ้วว่าใครผิดใครถูก

มันเพียงเล่าเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่ง แล้วปล่อยให้คนอ่านกลับมาถามตัวเอง

ซึ่งนั่นเป็นลักษณะของงานปรัชญาที่ดี

คำตอบไม่ได้อยู่ในหนังสือ

แต่อยู่ในใจของคนอ่าน

ทุกครั้งที่กลับมาอ่านในวัยที่ต่างกัน เรามักได้คำตอบที่ต่างกันออกไป

ตอนเด็กเราอาจเห็นความรัก

ตอนวัยทำงานเราอาจเห็นการเอาเปรียบ

ตอนมีอายุมากขึ้นเราอาจเห็นความเมตตา

และบางทีในวันที่ผ่านชีวิตมาเยอะพอ เราอาจเห็นเพียงความจริงเรียบง่ายข้อหนึ่งว่า

ความรักไม่ได้มีแค่การให้

และไม่ได้มีแค่การรับ

แต่คือการมองเห็นกัน

ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะกลายเป็นตอไม้

และอีกคนหนึ่งจะรู้ตัวช้าเกินไปว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตนั้นเคยยืนอยู่ตรงหน้าเรามาตลอด.

ความคิดเห็น